ไส้ติ่ง โรคง่ายๆที่ไม่ง่ายอย่างที่คิด -=by หมอแมว=-
posted on 07 May 2008 21:37 by mor-maew in HealthVarietyเป็นโรคที่ทำให้หมอถูกฟ้องและร้องเรียนมากที่สุดโรคหนึ่ง
และเป็นโรคที่คนทั่วไปเข้าใจผิดและคิดว่ามันเป็นโรคที่ง่ายๆที่สุดโรคหนึ่ง
วันนี้ผมจะมาพูดเกี่ยวกับความจริงของโรคที่คนไทยคิดว่าเป็นโรคที่ง่ายๆ
ทั้งการวินิจฉัย และการรักษา ....
ผมจะพูดถึงความจริงที่คนไทยเข้าใจผิดดูซักตั้ง
ความเชื่อ : ไส้ติ่งต้องปวดท้องด้านขวา
ปวดท้องข้างขวาเป็นไส้ติ่ง
ความจริง :
ไส้ติ่งเป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องท้องทางด้านขวาล่าง เป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากลำไส้
การอักเสบของไส้ติ่งก็ปวดด้านขวา
ตรงไปตรงมาดี
แต่ว่าไส้ติ่งไม่ได้เป็นอวัยวะเดียวที่อยู่ในท้องด้านขวา
ที่ทางขวายังมีไต ท่อไต กล้ามเนื้อ เส้นเลือด ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก รังไข่ มดลูก ฯลฯ
ซึ่งก็อักเสบและก็ปวดได้เช่นกัน
ในขณะเดียวกันไส้ติ่งก็ไม่ได้อยู่ที่ด้านขวาล่างเพียงที่เดียว
รวมทั้งการปวดไม่ได้ปวดเพียงที่ด้านขวาเท่านั้น
บางคนอาจจะเถียงว่าเอาอะไรมาพูด
ไส้ติ่งอยู่ทางขวา ก็ต้องปวดขวาสิ จะไปปวดที่อื่นได้อย่างไร
นี่ก็เป็นเหตุหนึ่งที่เวลาคนไข้เด็กๆปวดบริเวณสะดือมาแล้วพ่อแม่เด็กมักไม่เชื่อหมอว่าเด็กจะเป็นไส้ติ่งได้
รวมทั้งมักจะพามาเมื่อเป็นมาหลายวันแล้ว(จำไว้นะครับ
ผมไม่ได้บอกว่ามาช้า)
ไส้ติ่งเป็นอวัยวะที่ได้รับเส้นประสาทมาจากกลุ่มประสาทกลุ่มหนึ่ง(ชื่ออะไรไม่บอก)
ตำแหน่งมันอยู่ตรงกลาง ในช่วงแรกที่มีการอักเสบมันจะส่งสัญญาณประสาทกลับไป
ทำให้มีความรู้สึกปวดมวนท้องทั่วๆไป"ตรงกลางท้อง" หรือบริเวณสะดือ
ต่อมามีการอักเสบมากขึ้นลามมานอกตัวไส้ติ่ง(เตรียมแตก)ก็จะไประคายเคืองที่ช่องท้อง
ทำให้รู้สึกเจ็บที่ด้านขวาล่าง และต่อมา เมื่อมีการแตกออก
การอักเสบก็จะกระจายไปทั่วช่องท้องก็จะมาปวดทั่วๆท้องอีกครั้ง
ความเชื่อ : เมื่อสงสัยว่าเป็นไส้ติ่ง ต้องรีบไปเจาะเลือด เอกซ์เรย์
อัลตร้าซาวน์
เอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ทันทีเพื่อวินิจฉัยให้แน่นอน
ความจริง
: ตอบง่ายๆครับ ยิ่งทำเยอะมันยิ่งช่วยให้แม่นยำมากขึ้น"จริง"ในบางราย
ซึ่งเป็นความจริงในต่างประเทศแต่ว่า
เครื่องเอกซ์เรย์คอมฯ
ปกติในเมืองไทยก็มีอยู่ไม่ได้มากมายนัก
แต่ในการวินิจฉัยไส้ติ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์อีกแบบ
ซึ่งในเมืองไทยยิ่งมีน้อยเครื่องเข้าไปอีก .... แม้นในต่างประเทศ
เขาก็แนะนำให้ใช้เฉพาะกรณีที่ตรวจร่างกายแล้วไม่ชัดเจนจริงๆ
จึงจะได้ประโยชน์คุ้มค่าพอ
อัลตร้าซาวน์ เป็นอีกอย่างที่มักโดนขอให้ทำ
ซึ่งความจริงต้องรู้ไว้อย่างนึงคือ อัลตร้าซาวน์ต้องใช้คนที่ทำเป็นคนอ่าน
คนที่จะอ่านได้ดีๆเก่งๆก็มักเป็นหมอรังสี การทำต้องใช้เทคนิกวิธีการ รวมทั้ง
หากทำไม่เจอว่าลักษณะเหมือนไส้ติ่งอักเสบก็ไม่ได้แปลว่าไม่เป็น
ต้องสังเกตอาการและตรวจร่างกายต่อไปอยู่ดี
เจาะเลือด
เป็นอันที่ค่อนข้างมีประโยชน์เพราะว่าการอักเสบของไส้ติ่งมักจะทำให้ลักษณะจำนวนเม็ดเลือดขาวเปลี่ยนไป
แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าหากว่าเจาะเลือดไม่เหมือนเลยแต่อาการเหมือน
ก็ยังต้องสงสัยว่าเป็นไส้ติ่งอยู่ดี
เอกซ์เรย์ ไส้ติ่งเป็นเนื้อ ไม่มีกระดูก
อยากรู้จังว่าจะดูอะไร.... หรือบางคนบอกว่า ไส้ติ่งอักเสบมักมีหินแคลเซียมไปอุด
แต่สุดท้าย ถ่ายมาแล้วเจอผิดปกติ ก็ดูอาการ ถ่ายมาแล้วไม่เจออะไร
ก็ยังต้องดูอาการต่ออยู่ดี
ปัญหาที่หมอพบคือ คนในปัจจุบัน
มีความรู้ว่ามีเครื่องมือเหล่านี้อยู่ในโลก
และต้องการให้หมอเอามาใช้ในการตรวจวินิจฉัย
ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือไม่
ปัญหาที่หนักกว่าคือคนบางกลุ่มบางคน
เมื่อหมอได้อธิบายว่าการส่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้การจัดการแตกต่างไปจากเดิม(พูดง่ายๆว่าไม่มีประโยชน์)
หมอก็มักจะโดนกล่าวหาว่า
"ไม่รู้จักติดตามงานวิจัย " (ก็ติดตามนี่ล่ะ
ถึงรู้ว่าไม่มีประโยชน์) หรือถ้าที่ผมเจอเองก็
" ผมรู้ว่าจริง
หมอไม่รู้ก็อย่ามามั่วเลย" (ก็รู้และไม่ได้มั่วนี่ไง
เลยมาเถียง)
สรุปว่าไส้ติ่งเป็นโรคที่เราใช้ประวัติ
และการตรวจร่างกายเป็นหลักใหญ่ การตรวจทางห้องปฏิบัติการและทางรังสีเป็นรอง
ที่อาจนำมาใช้ในการช่วยตัดสินใจผ่าตัดหากตรวจได้ไม่ชัดเจน
และผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงหากจะเฝ้าสังเกตอาการต่อไป
ความเชื่อ : ถ้าเป็นไส้ติ่ง ต้องเอาไปผ่าทันที ห้ามรอเด็ดขาด
ความจริง : ถ้าเป็นไส้ติ่งจริง
ก็ควรเอาไปผ่าให้เร็วที่สุด
"หากไม่มีข้อห้าม"
ในกรณีที่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นไส้ติ่ง
หรืออาการคล้ายโรคอื่นโดยที่ยังไม่ตัดประเด็นไส้ติ่งไป
อาการมักเป็นลักษณะที่ยังไม่ได้มีการอักเสบมาก
ก็มักจะรอต่อไปเพื่อให้อาการชัดเจนยิ่งขึ้น
เพราะหากเอาไปผ่าอย่างไม่จำเป็นก็ต้องไปแบกรับความเสี่ยงของการผ่าตัดโดยไม่จำเป็น
ในกรณีที่แตกไปแล้วระยะหนึ่ง
จนกระทั่งความดันเลือดตก การนำไปผ่าตัดก็เสี่ยงต่อการเสียชีวิต
ก็ต้องให้น้ำเกลือหรือให้ยาเพิ่มความดันจนอาการดีขึ้นเสียก่อน
จึงจะนำไปผ่าตัดได้
ในกรณีที่แตกมานานแล้วจนรวมกันเป็นก้อน
ก็มักต้องรอให้การติดเชื้ออักเสบสงบลงก่อน ราวๆ6สัปดาห์ แล้วให้กลับมาผ่าตัด
หรือบางคนก็อาจจะผ่าไปเลยก็ได้
ขึ้นกับผู้ผ่าตัดและสภาพคนไข้
ในกรณีที่ยังไม่ได้งดน้ำงดอาหาร
และจะนำไปผ่าด้วยการดมยาสลบ ผู้ป่วยก็จะเสี่ยงต่อการสำลักน้ำและอาหาร
โอกาสเสียชีวิตก็มีมากขึ้นไปอีก
ส่วนในกรณีบล๊อกหลังซึ่งไม่ได้จำเป็นต้องงดน้ำงดอาหาร
หรือการดมยาสลบด้วยเทคนิกไม่ต้องงดน้ำงดอาหาร
แม้ว่าแพทย์คนไหนจะมีความรู้ความสามารถที่จะทำได้ก็คงไม่ทำหากไม่ใช่หมอดมยา
เพราะถ้าผ่าตัดแล้วดีก็มักเสมอตัว
ถ้าผ่าตัดแล้วถ้าผลไม่เป็นที่พอใจ(ไม่ว่าจะทำพลาดหรือทำถูกต้อง)
หมอคนนั้นก็ผิดในสายตาคนทั่วไปทันที
ความเชื่อ
:ไส้ติ่งแตก เกิดจากการกดของหมอ
และเกิดจากการรอนานเกินไป
ความจริง :
การแตกของไส้ติ่งที่เกิดจากการกดของหมอเวลาตรวจร่างกาย
ไม่เคยมีใครทำการทดลองว่าจริงหรือเปล่า ดังนั้นคงตอบไม่ได้
(คงไม่มีหมอคนใดปฏิเสธหรือยอมรับเรื่องนี้ เพราะมันไม่มีใครทดลองนี่นา)
เกิดจากการรอนานเกินไป ก็คงมีส่วน แต่การรอเหล่านี้จำเป็นหรือไม่....
ในฐานะที่เคยผ่าตัดไส้ติ่ง ผมอยากผ่าเร็วๆด้วยซ้ำ เพราะยิ่งผ่าเร็วก็ผ่าง่าย
โอกาสแตกก็น้อย ผ่าแล้วกลับไปตีพุงกินกาแฟได้
แต่ที่ต้องรอก็ต้องรอเพราะความจำเป็นในเรื่องการงดน้ำงดอาหารเพื่อความปลอดภัยของคนไข้เอง
ปวดมาสามวันแล้ว
รอการงดน้ำงดอาหาร3-4ชั่วโมงจะเป็นไรไป(ส่วนใหญ่คนที่เป็นไส้ติ่งอักเสบมักปวดจนกินไม่ค่อยลงอยู่แล้ว)
ความไม่พอใจ : ทำไมสงสัยเรื่องไส้ติ่ง
แล้วต้องมาถามเรื่องเพศสัมพันธุ์ หรือเรื่องประจำเดือน
ความจริง
: เวลาตรวจเด็กผู้หญิงในวัยมีประจำเดือนแล้ว แล้วสงสัยไส้ติ่งอักเสบ
โรคสำคัญที่ต้องแยกไว้ก็คือเรื่องการติดเชื้อของปีกมดลูกและท้องนอกมดลูก
เพราะว่าการรักษาไปกันคนละเรื่อง (อันนึงไม่ต้องผ่าตัด อีกอันนึงต้องผ่าตัดทันที)
ถ้าจะไม่ให้ถาม ก็มีอีกทางคือตรวจภายใน
การตอบคำถามง่ายๆสั้นๆ1คำถามน่าจะดีกว่าการมาปิดบังอึกอักหรือโกหกกัน
เคยมีครั้งหนึ่ง
มีเด็กอายุไม่มากนักมาด้วยอาการปวดท้องน้อยด้านขวา หลังจากซักอาการไปแล้ว
อาการก็คล้ายๆไส้ติ่งอักเสบแต่ไม่เหมือนนัก
(อาการเร็วเกินไปและตำแหน่งไม่ตรงกันนัก)
พอตรวจร่างกายก็ไปเจอรอยแผลเป็นจางๆคล้ายรอยผ่าตัด ก็เลยบอกไปว่า
จากที่เล่ามาก็ต้องบอกว่าอาการเหมือนไส้ติ่งแต่... ตกลงเคยผ่าไส้ติ่งไหม
ก็ปรากฎว่าเคยผ่าแล้ว
ก็เลยขอตรวจปัสสาวะเรื่องการตั้งครรภ์ท่ามกลางความไม่พอใจของผู้ปกครอง
(หมอจะตรวจคนไข้กับพยาบาลสองคนลำพังก็ได้
แต่ถ้าพ่อแม่ยืนยันว่าจะยืนฟังทุกเรื่องและจะตอบคำถามแทนลูกทุกเรื่อง
หมอก็จนใจ)
ผลก็คือตั้งครรภ์....
ก็เลยต้องส่งไปเพื่อให้หมอสูตินรีดูแลและผ่าตัด.... (รายนี้
ซักครั้งแรกพบว่าไม่เคยมีเพศสัมพันธุ์และประจำเดือนมาปกติดีทุกเดือน)
ดังนั้นสำหรับผม
ใครยังมีประจำเดือน
ผมถามทั้งนั้นโดยที่ไม่ต้องไปดูคำนำหน้าชื่อ(สำหรับเด็กกรุงที่อาจจะไม่รู้
คนไทยที่ไม่จดทะเบียนแต่อยู่กินกันแบบเปิดเผยมีเยอะแยะไป)
ความไม่พอใจ : ตอนมาไส้ติ่งยังไม่แตก แต่หมอปล่อยรอจนให้แตก
หรือหมอไปทำแตก
ความจริง :
เป็นคำกล่าวหาที่พบได้บ่อยเมื่อผลปรากฎว่าไส้ติ่งแตก
ทั้งที่หลายครั้งคนไข้มาก็มีอาการของไส้ติ่งแตก บอกแต่ต้นว่าไส้ติ่งแตกอยู่แล้ว
แต่พอผ่าเสร็จ หมอหลายคนมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยน่าประทับใจนักคือ
ญาติคนไข้หรือคนไข้บางคน พูดกล่าวหาหมอว่าไปทำแตก (หรือรอเวลางดน้ำงดอาหารจนแตก)
บางครั้งเล่าเหมือนกับไปเห็นด้วยตาในห้องผ่าตัดเอง
ไม่ว่ามันจะแตกอยู่ก่อน
หรือหมอมาทำแตก
ผมคงต้องบอกความจริงเกี่ยวกับไส้ติ่งอักเสบไว้ก่อน
ไส้ติ่งก็เป็นอวัยวะอย่างหนึ่ง
และไส้ติ่งอักเสบก็คือไส้ติ่งที่กำลังเน่า ยิ่งปล่อยให้เน่ามานานๆ ก็ยิ่งเละ
พอเละได้ที่ก็แตก
ถ้านึกไม่ออก ลองเอาไส้กรอกยาวมาหนึ่งชิ้น
แช่น้ำทิ้งเอาไว้สัปดาห์นึง แล้วพยายามหยิบขึ้นมาจากน้ำไม่ให้ขาด....
การจะแตกหรือไม่ขึ้นกับองค์ประกอบว่า ไส้ติ่งอยู่ในตำแหน่งที่ยากแค่ไหน
ไส้ติ่งถูกปล่อยให้อักเสบนานแค่ไหน(ทั้งที่บ้านและรพ.) คนผ่า ฯลฯ
ความเชื่อ : การผ่าตัดไส้ติ่ง ต้องใช้หมอเฉพาะทางผ่าตัด (ศัลยแพทย์)
เท่านั้น
ความจริง :
ก่อนที่ญาติของใครจะได้รับการผ่าตัดทุกชนิด,
ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมต้องการให้ผู้ที่ทำการผ่าตัดเป็นศัลยแพทย์หรือแพทย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านนั้นมาเป็นผู้ผ่า
หากแต่ว่าในความจริงการฝึกหัดแพทย์ออกมาหนึ่งคน
ได้(เคย)กำหนดให้ทุกคนที่จบมาต้องผ่าไส้ติ่งเป็น
ที่บอกว่าเคยเพราะได้ยินมาว่าหมอรุ่นใหม่ๆที่กำลังจะจบออกมา
ทางแพทยสภาได้กำหนดไว้ว่าไม่จำเป็นต้องผ่าตัดไส้ติ่งเป็น!!!
เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า
ในสังคมไทยปัจจุบันมีความต้องการแพทย์เฉพาะทางมากขึ้น
จนกระทั่งการฝึกหัดนักเรียนแพทย์ทำได้ยากขึ้น ในการผ่าตัดทุกชนิด
หากเป็นการผ่าตัดเพื่อฝึกหัดให้นักศึกษาแพทย์ได้ทำจริงแล้วเกิดมีปัญหาตามมา(แม้จะไม่ได้เป็นปัญหาจากการผ่าตัดก็ตาม)
มักจะนำเองเรื่องการเรียนการสอนมาเป็นประเด็นไม่ว่าจะมีมูลจริงหรือไม่ก็ตาม ...
ดังนั้นเมื่อไส้ติ่งเป็นโรคที่คนทั่วไปให้ความคาดหวังกันมากว่าต้องเป็นการผ่าตัดที่ไม่มีอันตรายแม้แต่น้อยไม่ว่าคนไข้จะมาด้วยอาการที่เพียบหนักเพียงไร
ก็เลยทำให้มันกลายเป็นการผ่าตัดแรกๆที่ต่อไปหมอเมืองไทยอาจจะทำไม่เป็นกัน
ความจริงแล้ว การผ่าตัดทุกชนิด จะผ่าเป็นหรือไม่ขึ้นกับประสบการณ์เป็นหลัก
หากได้เห็นได้ฝึกได้ทำบ่อยๆก็ย่อมทำได้
หรือแม้แต่บางครั้งการได้เห็นบ่อยๆและมีความรู้ก็สามารถทำการผ่าตัดได้
จึงไม่แปลกที่พยาบาลห้องผ่าตัดจำนวนมากสามารถเป็นครูสอนผ่าตัดให้นักศึกษาแพทย์หรือแพทย์จบใหม่ได้
และแพทย์รุ่นที่จบมาเมื่อสัก10ปีก่อน
ซึ่งสมัยเรียนมีโอกาสได้ฝึกผ่าตัดสมัยเรียนมากกว่าแพทย์รุ่นหลังๆ เมื่อออกมาทำงาน
ก็ย่อมผ่าตัดได้ดีกว่า
อย่าลืมว่าหมอผ่าตัดที่เก่งก็เกิดมาจากการหาความรู้ทางทฤษฎี”และ”ได้ทำการผ่าตัดมากๆ
................. คราวหน้า เราจะมาพูดกันต่อเกี่ยวกับประเด็นต่างๆดังนี้ครับ
.............
ผ่าไส้ติ่งแล้วลืมถุงมือ!!
ผ่าไส้ติ่งแล้วลืมเย็บหน้าท้อง!!!
ผ่าแล้วไม่บอกว่าเป็นอะไร!!!!
ผ่าคลอดแล้วหมอไม่ยอมผ่าไส้ติ่ง!!!!!
หมอห่วย
วินิจฉัยผิดผ่าไส้ติ่งฟรี!!!!!!
คนไข้ไส้ติ่งที่น่ากลัวที่สุด!!!!!!!
(ที่รองลงมาจากโคนิมิตซึเป็นไส้ติ่ง)
และ ทำไม
การผ่าไส้ติ่งจึงไม่ง่ายอย่างที่คิด