WWW คลอดท่ายาก WWW
posted on 19 Jan 2013 20:14 by mor-maew in ShortStory directory Fiction, Knowledge, Diary
hetv.org/resources/reproductive-health/impac/Images_P/fig27foo.gif
ตอน "คลอดท่ายาก"
"เป็นไงบ้างวะวศิน" แพทย์หนุ่มร่างสูงเดินมาทันที่โต๊ะอาหารในโรงพยาบาล "ได้ยินว่าเมื่อเช้าคนไข้ไปอาละวาดที่คลินิกเบาหวานเหรอ"
วศินพยักหน้ารับก่อนจะก้มหน้าก้มตากินอาหารต่อ
"ป้าครับ เอาข้าวหมูกรอบไข่ดาวที่นึงครับ" โกวิทสั่งข้าวก่อนที่จะนั่งลง "แล้วสุรศักดิ์ล่ะ"
"มันยังตรวจอยู่ในห้องฉุกเฉินอยู่เลย" วศินพูดไปกินข้าวไป "เหมือนมีคนไข้อุบัติเหตุมาตะกี้ คงกำลังเย็บแผลอยู่ล่ะมั้ง"
ป้าร้านขายข้าวเอาข้าวมาวางไว้ให้ พร้อมกับถ้วยเครื่องปรุง โกวิทกล่าวขอบคุณก่อนจะเลื่อนถ้วยเครื่องปรุงไปด้านข้าง ... ปกติพวกหมอๆทั้งสามคนนี้ไม่มีใครเติมน้ำปลาหรือน้ำตาลเพราะปกติอาหารจานเดียวที่นี่ก็มีรสเค็มในตัวมากอยู่แล้ว
"เคสเมื่อเช้าที่มาอาละวาดที่ตึกนั่นเคสอะไรเหรอวศิน" โกวิทถาม ... วศินจึงเล่าให้ฟังคร่าวๆเกี่ยวกับเคสเมื่อคืนก่อนนั้นที่เด็กหนุ่มเกิดอุบัติเหตุแขนหักแล้วเขาเข้าเฝือกให้ จากนั้นที่บ้านพาไปให้หมอน้ำมันเคาะเฝือกปูนออกแล้วกลับมาโวยวายที่โณงพยาบาลว่ารักษาผิดพลาด
"เคสนี้น่าจะแย่ว่ะ" วศินบ่น "เพราะเอกซ์เรย์แขนที่ทำวันนี้ กระดูกแขนที่เราอุตส่าห์ดึงกลับเข้าที่แล้ว ดันโดนดัดจนออกมาเกยกัน"
"เชี่ย แล้วทำไงต่อวะ" โกวิทสบถพลางเคี้ยวหมูกรอบในจานข้าว
"เราก็ตรวจที่มือดูด้วย ท่าทางจะมีการกดทับเส้นประสาทว่ะ เพราะขยับนิ้วโป้งไม่ค่อยได้ แล้วก็ชาตรงกลางๆมือ" แพทย์หนุ่มทำหน้าเซ็ง " ถามดูน้องคนนั้นมันบอกว่าขยับไม่ได้ทันทีหลังจากหมอน้ำมันจับดัดกระดูก ก็น่าจะเป็นกระดูกตรงนั้นไปกดแหละ"
"ผ่าสถานเดียว" โกวิทคายหนังหมูออกโยนไปที่พื้นให้สุนัขที่นอนอยู่ "แต่หายหรือเปล่าอีกเรื่องนึง"
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาต้องเจอกับผลของหมอน้ำมันแบบนี้ วศินยังจำได้กับเคสผู้ป่วยโรคเลือดธาลัสซีเมียที่มีกระดูกหักแล้วต่อติดยาก ต้องรักษาและใช้เครื่องมือดามไว้ แต่เมื่อเห็นว่ารักษาเทียวไปเทียวมากับหมอกระดูกที่รพ.จังหวัดอยู่นานกว่าคนทั่วไป ญาติๆก็พาไปหาหมอน้ำมันพื้นบ้านที่ประกาศว่ากระดูกไม่ติด จากนั้นก็เคาะจนกระดูกและเครื่องมือที่ฝังไว้หักคา แล้วก็รักษาต่ออีกเป็นปีๆ หมดเงินไปหลายหมื่นบาท
สุดท้ายผู้ป่วยก็ถูกหมอน้ำมันไล่กลับโดยบอกว่ารักษาไม่หายเพราะไปรักษากับหมอในโรงพยาบาลมาก่อน ... เมื่อย้อนกลับมารักษาใหม่อีกครั้ง ก็พบว่ากระดูกและเครื่องมือที่หักซ้ำทำให้การรักษาให้หายเป็นปกติไม่ได้อีกแล้ว
"นายจะเอาไงต่อ" โกวิทถาม "ลุยเลยไหม"
"ลุยกะผีอะไรเล่า" วศินตอบ "คนไข้มาตรวจวันละ 300กว่า ลองเราต้องเทียวไปเทียวมาที่จังหวัดเหลือพวกนายกับพยาบาลตรวจกัน ได้รากเลือดตายกันพอดี"
สิ่งที่คงทำได้ก็มีเพียงแต่บอกคนไข้และญาติที่ได้รับความเสียหายจากหมอเถื่อนเหล่านี้ให้ไปดำเนินเรื่อง ซึ่งก็ยากที่จะมีใครไปทำ เพราะคนกลุ่มนั้นมักเป็นที่นับหน้าถือตาในสังคมพอสมควร
ยิ่งให้นายแพทย์อย่างเขาไปเดินเรื่อง ไหนจะติดงานภาระหน้าที่ และหลายครั้งที่เขาเพียงแค่เปรยๆว่าจะหาทางจัดการคนกลุ่มนี้ ก็มักจะมีคำพูดประมาณว่า
'หมอแผนปัจจุบันมักไม่ค่อยเปิดใจรับความรู้แผนโบราณ'
'หมอแผนโบราณดีๆก็มีเยอะแยะนะ รักษาหายก็มากไป'
คำพูดเหล่านี้เหมือนเป็นเครื่องฉุดให้เขาไม่อยากไปทำอะไรกับสิ่งเหล่านี้ เพราะมันเป็นวิถีที่คนในพื้นที่ยอมรับและเชื่อใจมากกว่าการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน แม้ว่าที่ผ่านๆมาผลการรักษาจะไม่ดีเท่าและแพงกว่าการมาโรงพยาบาลหลายเท่าตัว
ความเชื่อยังเอาชนะความจริงได้เสมอในพื้นที่แบบนี้
"หมอๆ หมอว่างรึเปล่า"พี่หัวหน้าห้องคลอดวิ่งโบกมือมาจากตัวตึกโรงพยาบาล หมอทั้งสองมองหน้ากันแบบใจคอไม่ดี
"มีอะไรเหรอพี่" วศินตะโกนกลับพลางจ่ายเงินค่าข้าว
"มีพยาบาลที่อนามัยโทรมา บอกว่ามีคนไข้คลอด ให้เอารถไปรับน่ะหมอ"
"ทางโน้นไม่มีรถเหรอพี่" วศินถามอย่างสงสัยเพราะปกติที่อนามัยจะมีรถอยู่
"รถมีแต่ไม่มีน้ำมันน่ะหมอ แล้วที่สำคัญ เด็กคลอดมาหน่อยนึงแล้ว"
คลอดมาหน่อยนึง (กริยา) แปลได้ว่าออกมาแล้วแต่ออกยังไม่หมด
การคลอดออกมาไม่หมด ... พยาบาลวิชาชีพที่อยู่ตรงนั้นต้องโทรมารพ.แทนที่จะหารถคนแถวนั้นพามา บอกได้คำเดียวว่า "ซวยแล้ว"
"ไอ้คลอดออกมาหน่อยนึงน่ะ คลอดออกมาแค่ไหนกันพี่"
"เอาขาซ้ายออกมาข้างเดียวน่ะหมอ"
พรวด! ข้าวกับหมูกรอบในปากโกวิทพุ่งลงไปที่พื้น เมื่อได้ยินคำว่าขาซ้ายออกมาข้างเดียว
"ตอนนี้หมอสุรศักดิ์ปั้มหัวใจเคสอุบัติเหตุตะกี้อยู่ พี่เลยมาขอหมอให้ไปกับรถพยาบาลคนนึง"
"งั้นพี่เตรียมเครื่องมือไปขึ้นรถเลย เอาท่อช่วยหายใจเด็กไปด้วยเผื่อไว้" วศินร้องบอกพี่พยาบาลก่อนจะรีบลุกไป
"เอาฟอร์เซ็ปไปด้วยไหมหมอ" พยาบาลถามถึงคีมทำคลอดเด็กที่ใช้เวลาคลอดยาก
"เอาไปด้วยพี่" วศินตอบ
"เฮ้ยวศิน มึงใช้เป็นเหรอ" โกวิทตะโกนถาม เพราะรู้ว่าหมอเดียวกันส่วนมากก็ไม่เคยได้ใช้กับเคสจริงนอกจากหุ่นจำลอง จะเห็นก็แต่จากในวีดีโอที่อาจารย์เปิดให้ดู
"ใครจะไปใช้เป็น แต่นายจะให้เราเอาเครื่องแวคยัดขึ้นรถพยาบาลไปเหรอไง" วศินตะโกนกลับมา
ก็จริงอย่างว่า เครื่องแวคหรือเครื่องดูดสุญญากาศช่วยคลอดใหญ่ขนาดนั้นถ้าจะเอาขึ้นก็คงต้องหารถกระบะเอาไปอีกคัน แถมเด็กเอาขาออกก็ใช้เครื่องดูดไม่ได้อยู่แล้ว
รถพยาบาลออกตัวไปแล้วพร้อมกับวศินและพยาบาลห้องคลอด วศินพลิกหนังสือสูติศาสตร์เรื่องท่าการทำคลอดเด็กที่เอาขาออก หนังสือระบุไว้เพียงสั้นๆสองย่อหน้า ... แต่ทำอย่างไรได้ เพราะนี่คือทั้งหมดที่เขามีอยู่ในตอนนี้ ที่วศินคิดว่าอาจจะทำได้คือ ดันเด็กกลับเข้าไปแล้วถ่วงเวลาจนไปที่รพ.จังหวัดแล้วให้หมอสูติทำคลอดหรือผ่าออก
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว 20นาทีนับจากออกจากโรงพยาบาล รถพยาบาลก็วิ่งมาจอดที่หน้าสถานีอนามัย รถวิ่งเบรกดังครืดบนพื้นทรายจนสุนัขที่นอนอยู่วิ่งหลบกันเป็นแถบ ที่ชั้นล่างของอนามัยมีคนมุงกันอยู่ วศินเหลือบไปเห็นชายคนนึงกำลังตั้งกาน้ำร้อนบนเตาถ่านอยู่ตรงกลางลานแบบสะดุดตา แต่เขาไม่มีเวลาอะไรแล้ว ได้แต่คว้าล่วมยาแล้ววิ่งขึ้นไป
"หมอใหญ่มาแล้ว หลบๆๆ" เสียงร้องดังขึ้นพร้อมคนที่แหวกทางให้ หมอหนุ่มวิ่งขึ้นไปพร้อมพยาบาลและคนขับรถและเจอพยาบาลประจำอนามัยยืนอยู่
อ้าว แล้วใครทำคลอดล่ะ
"อ้าว ทำไมมายืนตรงนี้ แล้วไหนคนท้อง" พี่พยาบาลห้องคลอดถาม
"เอ่อ ... คือ ..."
วศินเดินเข้าไปในห้อง หญิงที่กำลังจะเป็นแม่คนนอนร้องครวญครางอยู่ ขาเด็กทั้งสองข้างยื่นออกมาจากช่องคลอด โดยมีหญิงชราคนนึงกำลังจับเด็กไว้
"อ้าวหมอมาพอดี มาช่วยกันหน่อย สงสัยจะติดแขน"
วศินใส่ถุงมือแล้วเดินเข้าไป พยาบาลประจำสถานีอนามัยเดินเข้ามา
"พอดีญาติคนไข้ไปตามตัวยายเพ็ญที่เป็นหมอตำแยเก่าแก่ที่นี่มาช่วยค่ะหมอ"
วศินไม่พูดอะไร เข้าไปนั่งข้างๆหมอตำแย วางกล่องเครื่องมือปลอดเชื้อไว้ข้างๆแล้วรับขาเด็กที่ยายเพ็ญถือไว้มาประคองไว้แทน จากนั้นหมอตำแยก็ล้วงมือเข้าไป เกี่ยวแขนเด็กออกมาทีละข้างจนออกมาสำเร็จ
เมื่อมือที่ไปขวางทางโดนดึงออกมาได้แล้ว เด็กก็เลื่อนออกมาจากช่องคลอดอีกนิดนึง วศินค่อยๆปล่อยเด็กให้ห้อยลงมาตามท่าการทำคลอดท่าก้น จังหวะเดียวกันกับที่ชายคนนึงถือกาน้ำขึ้นมา
"ได้แล้วยาย ได้น้ำร้อนแล้ว" ชายหนุ่มร้องเสียงดังก่อนจะเอาน้ำในกาเทใส่กาละมังเหล็กที่ข้างห้องแล้ววิ่งมาหยิบเครื่องมือแพทย์ของวศิน "ให้ต้มเลยไหมยาย"
"จะบ้าเหรอไง เครื่องมือหมอเค้าฆ่าเชื้อแล้วจะเอามาต้มทำไมให้สกปรก .... โน่นเลย เอ็งเอากาละมังไปใส่มุ้งโน่นแล้วออกจากห้องไป"
ชายคนนั้นยกกะละมังน้ำร้อนไปไว้ในมุ้ง แล้วก็ตลบมุ้งลง ก่อนที่จะมีคนอีกคนวิ่งขึ้นมา ในมือถือปล้องไผ่เปื้อนดินที่เพิ่งตัดหมาดๆเข้ามา
"ยายๆ ไม้ไผ่มาแล้ว"
ยายเพ็ญหันไปมอง "นี่เอ็งเอาต้นไผ่มาทำอะไร"
"ก็เอาไว้ตัดสายสะดือไงยาย"
"พวกเอ็งนี่จะบ้ากันหรือไง ตัดสายสะดือใครเค้าเอาไผ่สกปรกๆนั่นมาใช้ กรรไกรหมอเค้าก็มี .... เอ็งเอาไม้ไผ่สกปรกนั่นออกไปเดี๋ยวนี้เลย เดี๋ยวบาดทะยักกินตายห่า"
ยายเพ็ญชี้ไล่ทั้งพ่อเด็กและเพื่อนออกจากห้อง ก่อนจะหันกลับมาสนใจเด็ก จากนั้นก็ค่อยๆทำคลอดหัวออกจากช่องคลอดแล้วประคองเด็กออกมา วศินจัดการมัดและตัดสายสะดือก่อนจะยกเด็กไปที่มุ้งซึ่งอุ่นไปด้วยไอจากน้ำที่ต้มไว้ในกาละมัง จากนั้นก็ประเมินสภาพเด็กแรกคลอด การตอบสนองทุกอย่างปกติดี ... วศินให้พยาบาลดูเด็กต่อก่อนจะกลับไปดูแม่ที่กำลังนอนอยู่ ยายเพ็ญกำลังนวดหน้าท้องเพื่อเตรียมการคลอดรก
รกคลอดออกมาแล้ว หมอตำแยชราหยิบรกขึ้นมาพลิกดูแล้วใส่ลงไปในถาดแล้วเลื่อนมาให้วศิน วศินตรวจเช็คซ้ำอีกครั้งว่ารกครบถ้วนดีไม่มีส่วนที่ฉีกขาดค้างติดในตัวซึ่งจะทำให้เกิดการตกเลือดภายหลัง
เด็กถูกห่ออุ้มขึ้นมาในรถแล้ว ตามมาด้วยมารดาที่พวกเพื่อนบ้านและคนที่มามุงช่วยกันยกเปลลงมาจากชั้นสองของอนามัยมาที่รถโรงพยาบาล พ่อแม่ของหญิงสาวที่เพิ่งได้เป็นคุณตาคุณยายหมาดๆเดินมาหาวศินที่กำลังหิ้วของลงมา
"ขอบคุณหมอใหญ่มากเลยนะครับ ไม่ได้หมอใหญ่ลูกผมคงแย่แน่ๆ"
วศินรีบวางของแล้วยกมือไหว้กลับทันที "เดี๋ยวๆคุณลุง ไม่ใช่ครับไม่ใช่ ผมไม่ได้ทำคลอด คุณยายเพ็ญแกเป็นคนทำคลอด "
"แหมหมอ ไม่ต้องเกรงใจหรอก เราก็เห็นกันอยู่ ยายเพ็ญแกมาตั้งครึ่งค่อนชั่วโมงเด็กยังไม่ออกเลย หมอมาถึงแค่แป็บเดียวเด็กก็คลอดเลย"
วศินยืนนิ่ง ไม่น่าแปลกใจที่คนจะคิดอย่างนั้นเพราะว่าจังหวะที่เขามากับจังหวะที่เด็กคลอดคือช่วงเดียวกันพอดี ... วศินมองไปก็เห็นหมอเพ็ญกำลังเดินย่องแย่งช้าๆออกไปเงียบๆโดยไม่นำพากับความเฉยชาของครอบครัวคนที่แกเพิ่งช่วยเอาไว้
เมื่อแรกที่หมดทางไปไม่รู้จะไปไหน ก็ไปพาหมอตำแยมาเพื่อหวังจะเป็นที่พึ่ง เมื่อคลอดเสร็จแล้วเข้าใจผิดว่าหมอตำแยไม่ได้ทำอะไรก็ไม่สนใจใส่ใจแม้แต่พากลับไปส่งที่บ้าน
วศินมองแล้วก็ตัดสินใจเดินลงจากบันได ตรงไปทางคุณยายที่กำลังเดินออกไป
"ยายหมอเพ็ญ ยายหมอเพ็ญ ..." วศินร้องตะโกนเสียงดัง ตั้งใจให้คนที่ยืนแถวนั้นได้ยิน " ขอบคุณมากเลยนะครับ "
ยายเพ็ญหันกลับมายิ้มให้ "ไม่เป็นไรหรอกหมอ เดี๋ยวหมอใหญ่ไปถึงรพ.ก็ดูแล้วกันว่ามีขาดเหลืออะไรก็ดูแลกันต่อ"
"ยังไงก็ขอบคุณมากนะครับ ยายหมอ" วศินจงใจเน้นคำว่าหมอด้วยเสียงดังฟังชัด "ทำคลอดท่าเอาขาออกนี่ยากมาก ผมเองยังไม่แน่ใจเลยว่าจะทำได้ไหม วันนี้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างเลย ขอบคุณนะครับ"
แพทย์หนุ่มยกมือไหว้หมอตำแยก่อนจะเดินกลับออกมา คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นซุบซิบอะไรกันพลางมองมาที่วศิน แต่เขาไม่สนใจเดินกลับไปขึ้นรถเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"หมอรู้ใช่ไหมว่าหมอไปทำแบบนั้นแล้วคนอื่นเขาจะมองหมอยังไง" พี่พยาบาลหัวหน้าห้องคลอดพูดขึ้น "เป็นหมอใหญ่แต่ไปไหว้หมอตำแย ใครที่ไหนเค้าจะเชื่อถือ"
"ผมรู้ครับพี่ ... แต่พี่ก็น่าจะรู้ว่าเด็กคลอดท่าขา และเด็กตัวโตขนาดนี้ ทั้งผมและพี่ก็ไม่แน่ว่าจะทำคลอดได้" วศินพูดขึ้น
"แต่หมอก็ไม่น่าจะทำแบบนั้น คนเห็นเยอะแยะ นี่คงเอาไปพูดกันอีกนานว่าหมอใหญ่ที่โรงพยาบาล ทำคลอดธรรมดายังไม่ได้ ต้องให้หมอตำแยมาสอน"
"ฮ่าๆ" วศินหัวเราะขึ้น "ไม่เป็นไรหรอกพี่ คนมันจะคลอดยังไงก็ต้องมาโรงพยาบาลอยู่ดี จะเชื่อใจไม่เชื่อใจก็มาเหมือนกันแหละ"
"อีกอย่าง ผมอยู่ที่นี่ อย่างมากอีก2ปี3ปีผมก็ไม่อยู่แล้ว ใครจะพูดอะไรผมก็ไม่รับรู้แล้ว" แพทย์หนุ่มพูด "แต่ยายเพ็ญแกต้องอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตของแก แกไม่สมควรถูกเข้าใจผิดๆกับได้รับการปฏิบัติแบบนั้น"
แล้วรถพยาบาลก็วิ่งตามถนนกลับไปยังรพ.เบื้องหน้า



ซึ้งเลย ยายกะหมอ พยายามกันเต็มที่
เหมือนจะเห็นอีกมุมนึง เพราะต่างจากตอนที่แล้วที่หมอนอกทำแย่ ตอนนี้กลายเ็ป็นหมอนอกก็ช่วยได้้หมือนกัน
ก็..แล้วแต่สถานการณ์/เหตุการณ์สินะคะ
#1 By fahmai on 2013-01-19 21:22