หมอแมว View my profile

ปัญหาการฆ่าตัวตายเป็นปัญหาที่สำคัญในประเทศไทย จัดอยู่ในหนึ่งในสิบของอันดับการเสียชีวิตของสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย (ข้อมูลปี2549-2553) ซึ่งปัญหานี้เพิ่งจะได้รับการมองอย่างชัดเจนเมื่อหลังปี2539 เนื่องจากก่อนหน้านั้นประเทศไทยประสบปัญหาเรื่องการลงสาเหตุการตายที่ลงไม่ชัดเจนจากการขาดแพทย์ที่มีความสามารถในการชันสูตรรวมกับระบบรายงานที่สมัยก่อนการตายสามารถรายงานสาเหตุโดยผู้นำชุมชนได้ เขตที่มีอัตราการฆ่าตัวตายมากที่สุดคือเขตภาคเหนือและภาคกลาง แต่หากนับเป็นจำนวนผู้ฆ่าตัวตายมากที่สุดจะเป็นภาคอีสานเนื่องจากมีประชากรมากที่สุด

โดยในประเทศไทย ผู้ที่จบชีวิตตนเองมักอายุประมาณ30-39ปี และมักใช้วิธีแขวนคอ ซึ่งตรงกับรายงานจากWHOซึ่งระบุว่าเป็นวิธีที่ใช้มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค

 

ปัญหาการจบชีวิตตนเองก่อนเวลาอันควร เป็นปัญหาที่นับเป็นปัญหาซ้อนปัญหาอยู่ในตัวมันเองครับ เนื่องจากมุมมองของสังคมที่มีต่อผู้ที่จบชีวิตตนเองนั้นไม่ค่อยดีนัก สังคม สื่อมวลชน มักมีการหาสาเหตุหรือคนผิดที่ต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตนั้นๆ ทำให้ส่งผลต่อชื่อเสียงผู้ที่ฆ่าตัวตายหรือครอบครัวและคนใกล้ชิดของคนๆนั้น ซึ่งส่งผลต่อผู้ที่มีความคิดที่อยากฆ่าตัวตาย หรือกำลังวางแผนที่จะฆ่าตัวตายทำให้กลัวที่จะขอคำปรึกษาจากสังคมคนรอบข้าง'อย่างเปิดอก'เนื่องจากความกลัวที่จะถูกตำหนิหรือดูถูก

 

จากจุดนี้ เพื่อไม่ให้เป็นการร่ายทฤษฎี Trisdee(อ๊ะ) จนเกินไปผมจะขอเสนอในแง่ของ

ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย

1. การเลือกจบชีวิตของคนๆนึง เกิดจากคนๆนั้นมีความอ่อนแอในจิตใจ

ความเข้าใจผิดนี้คือสาเหตุที่สำคัญที่สุดของปัญหาการฆ่าตัวตายในสังคมทั่วโลกครับ เพราะมันคือต้นตอของการทำให้ปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข

การจะนำไปสู่การฆ่าตัวตายนั้นประกอบจากสาเหตุสามส่วน คือ 1.ร่างกายที่ผิดปกติ 2.จิตใจและความคิดที่ผิดปกติอันสืบมาจากร่างกายผิดปกติ 3.สิ่งแวดล้อมที่กระตุ้น

- ร่างกายที่ผิดปกติ : โรคที่เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของการฆ่าตัวตายก็คือ โรคซึมเศร้า และกลุ่มโรคอารมณ์แปรปรวน โดยพบรายงานการวิจัยจำนวนมากว่าผู้ที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่คือ 70-90% เป็นโรคกลุ่มนี้ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ทำให้เกิดการฆ่าตัวตาย

อ่านไม่ผิดหรอกครับ 70-90% นั่นคือ มีส่วนน้อยเท่านั้นประมาณ10-30%ของการฆ่าตัวตายที่มีสาเหตุที่มีเหตุมีผลจริงๆ ส่วนมากคือการเจ็บป่วยที่หากรักษาหรือป้องกันทางสังคมแล้ว เค้าจะไม่ฆ่าตัวตาย

ที่น่ากลัวคือโรคซึมเศร้าอารมณ์แปรปรวนในมนุษย์ ถ้ารวมกลุ่มที่มีอาการอ่อนๆถึงมีอาการมากๆ สามารถมีได้ถึง 5-10%ของจำนวนประชากรเลยทีเดียว (แต่ไม่ได้เป็นพร้อมกันนะ จะโผล่มาแบบไม่รู้ตัวในระยะหนึ่งของชีวิต)

นอกจากนี้มีการผ่าพิสูจน์ศพของผู้ที่ฆ่าตัวตาย พบว่าส่วนใหญ่จะมีความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมองกลุ่มSerotoninที่แตกต่างอย่างชัดเจนกับคนที่ไม่ได้ฆ่าตัวตาย ถือเป็นการพิสูจน์ว่าการฆ่าตัวตายส่วนใหญ่เป็นความผิดปกติที่เกี่ยวกับโรคซึมเศร้าจริงๆ

- จิตใจและความคิดที่ผิดปกติ : ในกลุ่มที่มีภาวะโรคซึมเศร้า-อารมณ์แปรปรวน จิตใจและความคิดจะผิดไปจากภาวะปกติคือ ความเป็นเหตุเป็นผลแบบคนปกติจะหายไป อย่างเช่นคนที่ปกติแต่ฆ่าตัวตายจากความเครียดเช่นหมดตัว ไฟไหม้บ้าน คนในครอบครัวเสียชีวิตพร้อมกันหมด อันนี้เป็นความเครียดที่รุนแรง แต่สำหรับคนที่ซึมเศร้า อาจจะมีสาเหตุที่ดูไม่สมเหตุผลเช่น ฟังเพลงบางเพลงนานๆ เห็นภาพผีเสื้อในทุ่งหญ้า เห็นข่าวคนฆ่าตัวตายในทีวี ดูข่าวน้ำท่วมไฟไหม้แล้วหดหู่ รู้สึกว่าอวัยวะบางอย่างของตนเองไม่สวยไม่สมบูรณ์ เหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นที่คนปกติไม่ควรมีอะไร แต่คนที่มีโรคอารมณ์แปรปรวนหรือซึมเศร้าสามารถถูกกระตุ้นได้ดี

- สิ่งแวดล้อมรอบข้าง : ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหรืออารมณ์แปรปรวน ปกติจะไม่ได้มีความคิดฆ่าตัวตายเลย และหากโดนตัวกระตุ้นเข้ามา หลายคนก็จะสามารถรู้ตัวได้ว่าเกิดความผิดปกติกับตน (เช่นเห็นชิวาวาวิ่งแล้วเศร้าอยากฆ่าตัวตาย ซึ่งเคยเห็นแล้วน่ารักดีนี่หว่า ทำไมคราวนี้ไปนึกถึงสุนัขพระนางซูสีสมัยสงครามฝิ่นแล้วหดหู่ได้ฟระ) ถ้าหากผู้ที่เป็นรู้ตัว แต่ห้ามความเศร้าไม่ได้จนแสดงอาการ หากสังคมรอบข้างเข้าใจก็จะป้องกันการกระทำได้ แต่หากตัวกระตุ้นแรงพอดูมีเหตุผลหรือภาวะโรคซึมเศร้าเป็นชนิดเฉียบพลัน ก็อาจจะป้องกันได้ลำบากหน่อย

สรุปแล้ว ส่วนมากของผู้ที่ฆ่าตัวตายไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอในจิตใจครับ หากแต่เกิดจากภาวะผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง

 

2.ผู้ที่พูดถึงการฆ่าตัวตายบ่อยๆ จะไม่ฆ่าตัวตาย

ในความเป็นจริง ผู้ที่คิดฆ่าตัวตายส่วนมากจะเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งจำนวนไม่น้อยจะรู้ตัวพอสมควรว่าตนเองมีความผิดปกติที่บอกไม่ถูก และเมื่อเกิดความคิดจะฆ่าตัวตายขึ้นมาก็จะเกิดการต่อสู้ของเหตุผลที่ยังเหลืออยู่กับตัวโรค

ซึ่งช่วงระหว่างนั้นผู้ป่วยจะเกิดอาการและพยายามบอกคนรอบข้างให้รู้ว่าตนเองเกิดความคิดอยากฆ่าตัวตายจากเหตุอะไรบางอย่าง

พบว่าหากคนใกล้ชิดเห็นเป็นเพียงเรื่องล้อเล่น,หรือไม่ได้คุยเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้น,หรือคิดว่าผู้ป่วยได้ระบายแล้วด้วยการพูดว่าจะฆ่าตัวตาย แล้วไม่ได้ทำอะไรต่อ โอกาสฆ่าตัวตายสำเร็จจะมีสูง

แต่หากผู้ที่ใกล้ชิดให้ความสำคัญกับปัญหา เช่นพอมีหลุดคำว่าฆ่าตัวตายออกมาแล้วกัดไม่ปล่อย พยายามพูดคุยจนเห็นถึงความผิดปกติและคอยใกล้ชิดหรือพาไปพบแพทย์ โอกาสรอดก็จะสูงขึ้นมาก

 

3.ผู้สูงอายุที่ฆ่าตัวตายเพราะมีโรคประจำตัวคือเรื่องปกติ

พบว่าความเสี่ยงของโรคซึมเศร้าจะปรากฎเพิ่มมากขึ้นหากคนๆนั้นมีโรคทางกาย เช่นไทรอยด์ทำงานต่ำกว่าปกติ โรคเส้นเลือดหัวใจ โรคเบาหวาน เส้นเลือดสมองตีบ โดยที่เมื่อรักษาโรคที่เป็นสาเหตุหายหรือรักษาโรคซึมเศร้าโดยที่โรคหลักยังไม่หาย ก็สามารถลดความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายลงได้

เพราะในความเป็นจริง คนที่ฆ่าตัวตายจากโรคประจำตัว เหตุจริงๆไม่จำเป็นว่าต้องเกิดจากโรครุมเร้า  แต่เกิดจากโรคที่เป็นนั้นไปรบกวนการทำงานของสมองทำให้สารสื่อประสาทที่ออกมาผิดปกติทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้

 

4.การพูดถึงการฆ่าตัวตายถือเป็นการกระตุ้นให้คนๆนั้นฆ่าตัวตาย

การพูดถึงการฆ่าตัวตายและการสื่อสารเพื่อหาสาเหตุของความคิดฆ่าตัวตายไม่ได้ทำให้คนฆ่าตัวตาย แต่ป้องกันไม่ให้คนฆ่าตัวตายครับ เพราะถ้าคนรอบข้างพบปัญหาและยืนยันว่าคนๆนั้นกำลังซึมเศร้าจริงๆ (ยืนยันกับคนที่เป็นว่าเห็นชิวาวาแล้วอยากฆ่าตัวตายมันคือเรื่องผิดปกติ) เค้าก็จะยอมไปรักษาหรือเริ่มตระหนักได้ว่ามีอะไรแปลกๆอยู่

ความเข้าใจผิดนี้ทำให้หลายๆคนพยายามหลบหน้า ไม่พูดคุย หรือเปลี่ยนเรื่องไปคุยเรื่องอื่น ซึ่งทำให้ผู้ที่กำลังแย่และพยายามขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างกลับมีอาการที่เร็วและฆ่าตัวตายได้มากขึ้นเพราะคนรอบข้างไม่รับฟังปัญหาที่เขาพยายามสื่อ

การฆ่าตัวตายที่เกิดจากการเห็น มอง อ่าน ฟัง พวกการสื่อสารทางเดียวจากสื่อสารมวลชนต่างหากคือสาเหตุของการฆ่าตัวตาย เพราะเป็นการตอกย้ำรูปแบบวิธีการและแนะนำแนวทางให้คนๆนั้นเปลี่ยนจากขั้นของการซึมเศร้าไปสู่การหาวิธีการฆ่าตัวตายจริงๆ

 

5.คนรวย คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต คนใจบุญเคร่งศาสนาอย่างพอดี จะไม่ฆ่าตัวตาย

อย่างที่บอกครับ มันคือโรคที่ผิดปกติในสมองซะส่วนใหญ่ คนกลุ่มนี้อาจจะตัดประเด็นความเครียดอย่างรุนแรงในชีวิตบางอย่างที่เป็นสาเหตุการตายไปได้ ... แต่ว่าหากคนกลุ่มนี้เป็นซึมเศร้าและคนรอบข้างไม่ทราบ เค้าก็ฆ่าตัวตายได้เหมือนกัน

และในมุมตีกลับ บางคนมองว่าคนมีการศึกษาดีแต่บางทีตายด้วยเหตุงี่เง่าจนมีคำกล่าวว่า "การศึกษาไม่ช่วยอะไร"

ที่มองเช่นนั้นเพราะว่าในกรณีคนมีการศึกษาดีและการงานดีไม่มีปัญหาการเงิน เค้าจะพูดคุยสาเหตุออกมาซึ่งสาเหตุในคนที่ซึมเศร้ามันจะดูงี่เง่าครับ ... กลับกันถ้าคนๆนั้นจนหรือการศึกษาเศรษฐานะไม่ดี พูดอะไรงี่เง่าออกมาพอฆ่าตัวตายคนก็บอกว่าเครียดเรื่องเงินไม่สนใจอะไร

ดังนั้นก็ถูกต้องครับ การศึกษาไม่ช่วยอะไร เหมือนที่การศึกษาไม่ช่วยอะไรตอนฟ้าผ่าแผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิด เพราะมันไม่เกี่ยวกับการศึกษาแต่มันคือโรค

 

6.หากคนเป็นโรคซึมเศร้าต้องให้ทำใจให้เข้มแข็ง ใจเข็มแข็งอย่างเดียวชนะได้ทุกสิ่ง

หลายคนแนะนำให้คนที่ซึมเศร้าให้ไปดูหนังฟังเพลง เข้าวัดฟังธรรม ทำใจให้เข้มแข็ง , บางคนต่อว่าว่าทำไมถึงจิตใจอ่อนแอ

แม้ว่าการมีงานอดิเรก การมีปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวที่ดี การยึดหลักศาสนา จะมีส่วนช่วยลดหรือป้องกันการฆ่าตัวตายได้ แต่มันมาในรูปแบบของการที่มีปฏิสัมพันธ์กับผุ้อื่น ทำให้โอกาสโดนกระตุ้นลดลง หรือเมื่อเกิดเหตุมีคนพาไปโรงพยาบาลครับ

หากเมื่อใดเกิดกระบวนการของโรคซึมเศร้าแล้ว ไม่มีอะไรเอาอยู่ทั้งนั้นครับ ต่อให้เป็นบากิก็ไม่รอด

การแนะนำแบบนี้ ก็มีค่าเหมือนแนะนำให้คนที่เป็นไส้ติ่งอักเสบไปดูหนังฟังเพลงเข้าวัดฟังธรรมครับ ไม่หาย

 

7.คนที่ฆ่าตัวตายมักมีสาเหตุที่ชัดเจน

อกหัก รักคุด เรียนไม่ดี โรครุมเร้า ทำงานเข้ากับเพื่อนไม่ได้ ทะเลาะกับที่บ้าน รู้สึกตนเองไม่สวย เหล่านี้คือสิ่งที่หลายคนชอบคิดว่าเป็นเหตุฆ่าตัวตาย

ความจริงแล้วการฆ่าตัวตายส่วนใหญ่ เกิดจากโรคซึมเศร้า สาเหตุจะไม่ชัดเจนครับ ไม่ชัดเจนขนาดที่ว่าเมื่อคนที่หายจากอาการซึมเศร้าเองมานั่งค้นหาสาเหตุ ตัวคนๆนั้นก็จะงงๆว่าตกลงตอนนั้นจะฆ่าตัวตายด้วยสาเหตุอะไร

แต่สาเหตุที่ว่ามาที่หนังสือพิมพ์ชอบลงหน้าหนึ่ง มักเป็นเหตุล่าสุดที่คนรอบข้างจับใจความได้ก่อนจะเสียชีวิต

และมักเป็น"ผล"จากโรคซึมเศร้า ไม่ใช่ "เหตุ"ที่ทำให้ฆ่าตัวตาย

ไม่ใช่อกหัก จึงฆ่าตัวตาย .... แต่เป็นโรคซึมเศร้าจนนิสัยเปลี่ยนแฟนจึงบอกเลิก

ไม่ใช่เรียนไม่ดี จึงฆ่าตัวตาย .... แต่เป็นโรคซึมเศร้ามาหลายเดือนจนกระทบต่อการเรียน

ไม่ใช่โรครุมเร้าทนไม่ไหว จึงฆ่าตัวตาย .... แต่พอเป็นโรคแล้วจึงเป็นซึมเศร้า แล้วฆ่าตัวตาย

ไม่ใช่ทะเลาะกับแม่เลยฆ่าตัวตาย .... แต่เป็นโรคซึมเศร้าทำให้หงุดหงิดง่าย ทะเลาะกับแม่

ไม่ใช่ไม่สวยเลยฆ่าตัวตาย .... แต่เป็นโรคซึมเศร้า จึงรับรู้ผิดไปและเหตุผลเสียไป

 

 

ความเข้าใจผิดเหล่านี้คือต้นตอของวงจรอุบาทว์ครับ เพราะความไม่เข้าใจของสังคม ความไม่รู้ของสื่อสารมวลชน เป็นตัวทำให้ปัญหานี้ถูกเก็บไว้ใต้พรมและทำให้เป็นเหมือนของต้องห้ามที่ไม่ควรเอ่ยถึง ทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข

แต่หากเราเข้าใจถูกต้องและหาทางแก้ไขป้องกัน การจบชีวิตตนเองอย่างไม่เหมาะสมก็จะไม่เกิดขึ้นครับ

 

แล้วเราจะป้องกันการฆ่าตัวตายได้อย่างไร

ปกติแล้วจะมีสัญญาณเตือนก่อนการฆ่าตัวตายเสมอครับ และหน้าที่ในการป้องกันการเกิดเหตุคือหน้าที่ของคนใกล้ตัวโดยตรงไม่ใช่ใครอื่นเลย

0. ในกรณีที่ปัญหาหนักๆรุนแรงเกิดกับชีวิตคนใกล้ตัว ควรคุยปลอบใจหรือรับฟัง เป็นการป้องกันการฆ่าตัวตายในคนที่ไม่ได้ซึมเศร้า(ส่วนน้อย) แต่มีความเครียดจากเหตุที่รุนแรงจริงๆ อย่างน้อยแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้หนีไปไหน

1. คนที่มีภาวะซึมเศร้าตัวกระตุ้นจะไม่หนักหนาหรือรุนแรงจนเรามองเห็นได้ อาการจะออกมาโดยการ เก็บตัว เงียบลงไป ร่าเริงผิดปกติ ก้าวร้าวผิดปกติ หงุดหงิดง่ายไม่มีเหตุผล ร้องไห้บ่อยๆ บ่นจะฆ่าตัวตาย หากสังเกตได้ว่าคนไหนมีอาการดังนี้ควรทักหรือคุยถามว่าเกิดอะไรขึ้น

2. การพูดคุยถามหาสาเหตุความเศร้าในคนเป็นโรคซึมเศร้า ส่วนใหญ่จะได้สาเหตุที่ดูแปลกๆไม่มีเหตุผลเพียงพอ (เช่นเห็นชิวาวาแล้วอยากฆ่าตัวตาย) อย่าได้หัวเราะหรือเห็นว่าไร้เหตุผล เพราะยิ่งไม่สมเหตุผลเท่าไหร่แปลว่าอาการซึมเศร้านั้นน่ากลัวมากเท่านั้น

3. ควรถามความคิดเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย จะถามอ้อมๆเช่น "นายคงไม่มีความคิดฆ่าตัวตายใช่ไหม" "เธอไม่มีคิดอะไรแปลกๆใช่ไหม"แล้วใส่เครื่องหมายคำถามที่คิ้วก็ได้ ถ้าเราคุยอย่างซีเรียสส่วนมากเค้าก็จะบอก

4. ให้กำลังใจ และให้เหตุผลกับผู้ป่วยว่ามันเป็นเรื่องที่จะผ่านไปได้

5. ให้ถือเป็นเรื่องซีเรียสเสมอ อย่าได้แสดงอาการล้อเลียนหรือขบขัน เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดการพิสูจน์โดยการฆ่าตัวตายจริงๆ

6. เก็บของที่ใช้เป็นอาวุธฆ่าตัวตายได้ โดยเฉพาะของที่ข่าวชอบลง พวกเชือก ปืน มีด ยาฆ่าแมลง

7. ระวัง+คุยกับเพื่อนหรือญาติคนอื่นๆ ให้ถือเป็นเรื่องซีเรียส และให้เข้าใจว่าอาการพวกนี้มันคือโรค ไมใช่จิตใจที่อ่อนแอ , นอกจากนี้เพื่อป้องกันตัวเราโดนชักจูงให้ซึมเศร้าไปอีกคน

8. ไม่มองเป็นเรื่องการเรียกร้องความสนใจ , ซึ่งที่จริงการเรียกร้องความสนใจด้วยการฆ่าตัวตายทำร้ายตัวเองมันก็เป็นโรค ไม่ใช่สิ่งปกติ

9. หลีกเลี่ยงการให้ผู้ที่เป็นไปเที่ยวเล่น ฟังเพลง ดูหนัง ดูข่าว นั่งสมาธิ เข้าวัด ดูหนังโป๊ เพราะกิจกรรมที่ทำคนเดียวเหล่านี้นอกจากไม่ช่วยยังอาจทำให้ทุกอย่างแย่ลง

10. อ้อ พาไปหาหมอ ถ้าไม่สะดวกไม่ต้องพาไปหาจิตแพทย์ก็ได้ แต่ถ้าสะดวกไปหาจิตแพทย์ก็ดี เอาไงก็ได้แต่อย่าพยายามแก้ไขกันเอง ไม่หายง่ายๆหรอก ถึงหายก็เสี่ยงเป็นอีก

 

เอกสารอ่านเพิ่มเติม

 

1. Hendin H.,et al. Epidemiology of suicide in asia. Suicide and suicide prevention in asia

2. Understanding suicide fact sheet 2010 . www.cdc.gov/violenceprevention

3. ศุภรัตน์ เอกอัศวินใ การพยายามฆ่าตัวตายซ้ำในวัยรุ่นที่แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลจิตเวช . Journal of Mental Health of Thailand 2004;12;40-49

4. Sriruenthong W,et al.The suicidality in THai population : National survey .วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ;56;414-424

5. Reporting on suicide:Recommendation for the media. จัดทำโดย CDC และอีก9สมาคม โดยความร่วมมือกับ WHO

6. Preventing suicide a resource for media professionals. จัดทำโดยWHOและIASP

7. Jarassaeng N,et al.Suicidal risk in major depressive disorder at the OPD Section in Srinagarind hospital, Faculty of medicine, Khon Kaen university วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย.2554;56;130-135

8. แนวทางการจัดการโรคซึมเศร้าสำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปในสถานบริการระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ ;กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

9. Gould M. Suicide and the media. Annals New York Academy of Sciences.200-224

10. Power point "การฆ่าตัวตายในเด็กและวัยรุ่น" ของ พญ.นิดา ลิ้มสุวรรณ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ หน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี

11. Power point "การฆ่าตัวตาย อันวินิบาตกรรม" ของ รศ.พญ.สุจิรา จรัลศิลป์

12. คู่มือการป้องกันและช่วยเหลือ ผู้ที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสำหรับบุคลากรทางสาธารณสุข โดย โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่น กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข 16ตค.2543

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! sad smile

#17 By mininews on 2015-08-17 19:04

เราก้อเคยเปนโรคซึมเศร้า อยากฆ่าตัวตายตลอดเวลาค่ะ แม่พาไปหาหมอ ทานยาค่ะ

#15 By hisui on 2015-08-13 09:22

#14 By (49.230.227.181|49.230.227.181) on 2015-08-05 12:16

Hot! Hot! Hot! Hot!

#13 By PeggyNews on 2015-07-29 19:44

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#12 By ##ขึ้นขน## on 2015-07-28 01:01

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#11 By BPPBPP8 on 2015-07-20 12:29

ขอบคุณสำหรับบทความ และความรู้ เยี่ยม ๆค่ะopen-mounthed smile

#10 By pim (203.148.191.109|203.148.191.109) on 2015-07-09 11:54

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#9 By fukaze on 2015-07-09 01:15

Hot! Hot! Hot!

#8 By haneulksn on 2015-07-09 00:37

ขอบคุณครับ Hot!

#7 By Tar on 2012-07-26 08:13

สนใจติดต่อได้ที่ 0807977770 - 6 ,0828634313-6,0821988880-6
http://gclub-royal.com
http://sbobet.gclub-royal.com
http://ibcbet.gclub-royal.com

#6 By pppppp (103.7.57.18|202.58.99.182) on 2012-07-05 00:10

Hot! Hot! Hot!

#5 By zyronoz on 2012-07-04 23:00

บอกได้แค่ว่า นักข่าวต้องกินต้องใช้ และ การศึกษาไม่ช่วยอะไร

#4 By nuboat (103.7.57.18|210.1.63.42) on 2012-07-04 18:36

Hot! ขอบคุณหมอแมวที่เขียนบทความนี้

#3 By kitsune on 2012-07-04 16:50

เบื่อนักข่าวที่ไร้จริยธรรมหากินกับข่าวตอกไข่ใส่สี ไม่คิดที่จะช่วยพัฒนาสังคมให้มันดีขึ้น

#2 By KNPKT (103.7.57.18|58.137.163.66) on 2012-07-04 16:44

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#1 By LightVampire on 2012-07-04 16:37

Recommend