หมอแมว View my profile

ตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดไปทั่วกาย วศินลุกขึ้นบิดขี้เกียจอย่างเกียจคร้านก่อนจะเดินไปอาบน้ำ ก่อนจะเปลี่ยนชุดเป็นชุดexternแล้วหยิบหนังสือเด็กกดลิฟท์ลงไปที่ชั้น1 แม้ว่าเมื่อคืนจะอยู่เวรจนดึกและตอนนี้แสงอาทิตย์ยังไม่ทันส่องเต็มที่ดีเลย แต่งานก็คืองาน

ชายหนุ่มเดินไปถึงตึกเด็กที่อยู่อีกฟากหนึ่งของโรงพยาบาลและกดลิฟท์ขึ้นไปที่หอผู้ป่วยเด็กแล้วก็เดินเข้าไปดูคนไข้ที่ตนเองรับ วศินตัดสินใจดูเด็กคนที่ป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจและต้องพ่นยาถี่ๆก่อนเพราะคิดว่าหากหายใจได้ไม่ดีก็อาจจะต้องจัดการตั้งแต่ก่อนที่พี่แพทย์ประจำบ้านจะมาถึง
เป็นอย่างที่คาดไว้ เพราะว่าเด็กหายใจหอบอยู่เนื่องจากยังไม่ได้พ่นยาในช่วงเช้า วศินเลยเดินเข้าไปถามพี่พยาบาลเกี่ยวกับยา
"externต้องผสมยาเองนะ ยาอยู่ที่ตรงตู้นั้น ส่วนหลอดดูดยาก็อยู่ตรงนั้น "พยาบาลชี้ให้ "เด็กคนนี้ต้องพ่นยาสลับกัน2ตัวทุก2ชั่วโมง เพื่อนหมอบอกแล้วใช่ไหม"
วศินผละไปทางตู้ยาแล้วก็เปิดออกดู เขาหยิบหลอดดูดยาออกมาแล้วดูดน้ำยาออกมาใส่กระเปาะสำหรับพ่นยาอย่างระมัดระวังไม่ให้สัมผัสเข็มโดนกัน
ความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่ายาจะเข้าไปที่ปอดโดยตรง หากไม่ระวังก็อาจจะนำเอาเชื้อโรคเข้าไปอยู่ในตัวยาและเข้าสู่ตัวเด็กได้

วศินกำลังจะวางเข็มแล้ว และเขาก็นึกขึ้นได้
เด็กคนนี้ต้องพ่นยาทุกสองชั่วโมง ดังนั้นเขาต้องผสมยานี้อีก 4 ครั้งในช่วงเช้า ... จะดีไหมถ้าเขาจะผสมรวดเดียวไปเลยแล้วแช่ตู้เย็นไว้จะได้เสร็จเร็วๆและไม่ต้องมาเสียเวลาอีก
แต่คิดแล้วเขาก็สลัดความคิดดังกล่าวทิ้งไป เพราะว่ารู้อยู่เต็มอกว่าการผสมยากับน้ำเกลือแล้วเก็บไว้ ก็มีความเสี่ยงที่เชื้อโรคจะปนเปื้อนเข้าไปได้

เก็บเครื่องมือแล้วนำกระเปาะพ่นยาไปที่เด็ก วศินครอบที่พ่นยาไปที่เด็กและเปิดออกซิเจนให้ตัวยาพ่นออกมา เสียงออกซิเจนวิ่งผ่านกระเปาะดังว้ดพร้อมกับควันสีขาวที่ลอยออกมา เด็กน้อยบิดตัวหนีให้หลุดจากยา ... วศินไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องคอยจับหน้ากากพ่นยาให้อยู่กับที่เพื่อไม่ให้เด็กดิ้นหลุดจากยาได้

หมดไป 20 นาทีแล้วสำหรับเช้านี้ แต่วศินเพิ่งดูคนไข้ได้แค่คนเดียวเอง

คนต่อมาคือเด็กที่มีแผลไฟไหม้ทั่วตัว ... วศินเดินไปที่อ่างล้างมือแล้วล้างมือให้สะอาดก่อนที่จะกลับไปตรวจร่างกายเด็ก คำนวณเรื่องน้ำเกลือที่จะให้ จากนั้นกลับไปล้างมือและเดินไปดูเคสต่อไปต่อ

คนต่อๆมา ทั้งเด็กที่มีฮอร์โมนจากสมองผิดปกติ เด็กโรคเมตาโบลิค เด็กโรคทางระบบประสาท .... วศินถามคนเฝ้าเรื่องอาการที่เป็นในตอนนี้และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในระยะนี้
วศินกำลังตวงปัสสาวะและเอาไปส่องในเครื่องพอดี ตอนที่นวล วรรณ และแก้ว เดินเข้ามาในวอร์ด

 

"วศินราวน์คนไข้เสร็จหรือยัง" วรรณถาม
"เกือบแล้วแหละ ของเราเหลือตรวจฉี่คนไข้คนนี้แล้วก็ไปตรวจน้ำตาลเด็กคนนั้น" วศินบอก "ถ้าสั่งยาสองคนนี้เสร็จก็หมดแล้วล่ะ"
สามสาวไม่ตอบอะไรแต่ต่างแยกย้ายไปดูคนไข้ของตน วศินจดตัวเลขที่อ่านได้จากนั้นนำเครื่องมือไปล้างก่อนที่จะไปเปิดหนังสือดูตัวยาที่จะสั่ง

"DDAVP .... สั่งยังไงฟระ" เขารำพึงกับตัวเองก่อนที่จะมีมือมาจับที่บ่า
"ราวน์เสร็จหรือยัง" เสียงทุ้มๆดังขึ้นจากด้านหลัง ... พี่ธราธิปนั่นเอง
"เสร็จแล้วครับพี่ แต่เหลือต้องปรับยาพ่นจมูก" วศินตอบ " ผมไม่รู้จักยาตัวนี้ เลยยังไม่รู้จะสั่งยังไง "
"ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเรามาราวน์รวมกันก่อนแล้วเดี๋ยวดูกันทีละเคส" พี่บอก

จากนั้นก็เริ่มการราวน์ผู้ป่วยที่ละราย ทั้งกลุ่มเดินไปทีละเตียงและดูเด็กที่ป่วยแต่ละคนๆ เคสของวศินทางพี่แพทย์ประจำบ้านออกจะดูผ่านๆเร็วๆหน่อย เพราะส่วนหนึ่งวศินได้มาดูไว้ก่อนแต่เช้าแล้ว จะเหลือก็แต่ปรับยา
อีกส่วนหนึ่งคือ เคสเหล่านี้นอนในตึกมานานแล้ว ทำให้การรักษามีแผนที่วางไว้แล้วชัดเจนไม่ต้องทำอะไร

... จะว่าไปถือเป็นสองด้านที่ถ่วงกันอยู่ ด้านนึงเมื่อวานนี้วศินต้องอ่านประวัติและนั่งหลังขดหลังแข็งวิเคราะห์สรุปประวัติมากมายสองสามหน้ากระดาษ แต่อีกด้านนึงงานที่วศินได้ทำตอนที่รับคนไข้ไว้ในความดูแลก็น้อยลงตามไปด้วย ...
ถือเป็นโชคดีในโชคร้ายที่สามคนนั้นโยนเคสมาให้วศิน!

"เอ้า ราวน์ไปถึงไหนแล้ว" เสียงดังมาจากทางเดินในขณะที่ทั้งกลุ่มอยู่ในห้องคนไข้ห้องสุดท้าย

ในเมื่อแพทย์ประจำบ้านปี 1 แพทย์ประจำบ้านปี 3 และ นักศึกษาแพทย์ปี6 อยู่กันพร้อมหน้าแล้ว จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจาก

"สวัสดีครับอาจารย์" พี่ธราธิปโค้งให้อาจารย์พร้อมกับน้องคนอื่นๆ
"ไหนใครได้เคสอะไรพรีเซนท์ให้ฟังหน่อยสิ" อาจารย์พรไสวเอ่ยขึ้นพลางหยิบเอาชาร์ทผู้ป่วยห้องดังกล่าวมาดู วรรณซึ่งเป็นเจ้าของเคสเล่าประวัติคนไข้ให้ฟังอย่างไม่ตกหล่น อาจารย์พยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะเดินไปที่เตียงอื่นๆ
ถึงเคสของวศินก็ปราศจากปัญหาเช่นกัน เพราะว่าวศินเพิ่งสรุปประวัติผู้ป่วยเมื่อคืนนี้มา
"ทำไมเคสของเธอมีแต่เคสแบบนี้ล่ะ" อาจารย์ทัก "ทำไมมีแต่เคสเรื้อรังทั้งนั้นเลย"
แต่อาจารย์ก็ไม่ได้ว่าอะไร เดินต่อไปยังเคสของนวลและแก้ว
แต่มาถึงนวลกับแก้วปัญหาก็เกิดเพราะทั้งสองยังราวน์คนไข้ไม่เสร็จ และเขียนรับเมื่อคืนนี้ก็ไม่ทันเสร็จดี

"เมื่อเช้าหนูยังทำหัตถการไม่เสร็จเลยค่ะอาจารย์ เคสพวกหนูสองคนมีเจาะเลือดมีแล็ปที่ต้องทำหลายอย่าง" นวลพูดขึ้น
"เธอพูดมีเหตุผล แต่มันฟังไม่ขึ้นนะ" อาจารย์พูด "ยังไงรับเคสไว้แล้วก็ต้องทำให้เรียบร้อย พวกเธอมากันกี่โมงล่ะ รับกันแค่คนละ 6 เคส น่าจะทันนะ"
ทั้งสองคนยืนเงียบไม่พูดอะไร อาจารย์หันมาทางวศิน
"ส่วนเธอ เคสเธอเองก็มีแต่เคสที่ซับซ้อน ถ้าเธอรับเคสแบบนี้ในมือแล้วคนไข้ยังไม่กลับ เธอก็จะไม่ได้คนไข้รายอื่นมาดู การเรียนรู้ก็จะไม่สู้เพื่อนๆ" อาจารย์พูดเสียงเข้ม "คิดยังไงเธอถึงรับแต่เคสแบบนี้ .... เดี๋ยวเธอเอาเคสของเธอไปแลกกับเพื่อนสองคนนี้ กระจายให้เค้าไปแล้วเอาเคสเค้ามา จะได้เรียนรู้เท่าๆกัน"

อาจารย์ไปแล้ว ... ทั้งสี่คนกลับไปที่ห้องพักแพทย์ที่ด้านหน้าวอร์ดแล้วแบ่งเคสกัน

"วศินเอาเคสโรคด้านฮอร์โมน โรคเมตาบอลิกกับเด็กแผลไฟไหม้มาให้เราสองคนแล้วกัน" นวลเอ่ยขึ้นหลังจากเปิดดูชาร์ท "แล้วเดี๋ยวเราแบ่งเคสไปให้สามเคส"
วศินไม่ว่าอะไร ... นึกเสียดายเหมือนกันที่อุตส่าห์นั่งอ่านประวัติไปร่วมๆ 4 ชั่วโมงเมื่อเย็นวาน แต่จะทำอย่างไรได้ ก็อาจารย์สั่งมานี่นา
เขารับเอาเคสของสามสาวมาคนละเคส ... และเปิดออกอ่านดูเพื่อจะพบว่า ทั้งสามเคสยังไม่ได้เขียนรับเลย
"เมื่อวานเราเขียนรับไม่ทันน่ะ" แก้วตอบ

วศินไม่ว่ากระไร นอกจากก้หน้ารับชะตากรรมต่อไป  ...  นี่เขาต้องมานั่งอ่านประวัติคนไข้ใหม่หมดอีกสามคนเลยหรือนี่

หลังเลิกตอน 4 โมงเย็น วศินเขียนรับเคสทั้งสามเสร็จแล้วและเดินไปล้างมือ
เขามองไปที่ถังขยะตรงนั้น ... และเห็นกระดาษอะไรบางอย่างถูกขยำ

เขาหยิบมันขึ้นมาดู

กระดาษที่มีลายมือของเขา 6 แผ่น ถูกขยำทิ้งไว้ในถังขยะ!

ชายหนุ่มเปิดอ่านดูคร่าวๆ มันคือกระดาษที่เขาเขียนสรุปเคสสามเคสที่เพิ่งยกให้เพื่อนทั้งสามคนไปนี่เอง ... เขาเดินไปหยิบชาร์ทผู้ป่วยของนวลมาดู ... เปิดอ่านหน้ารับคนไข้ ภายในมีใบรับผู้ป่วยที่เขียนไว้ ... ทั้งหมดเป็นสำนวนและสิ่งที่เขาสรุปไว้
นวลแค่ลอกมันลงไป จากนั้นเอาต้นฉบับของเขาทิ้งถังขยะ

....
....
....
ถามว่าผิดไหม
มันไม่ผิดหรอก
แต่ว่าวศินรู้สึกเสียความรู้สึกอยู่บ้าง ... ทำไมต้องดึงของเขาออกด้วยล่ะ ... ปล่อยทิ้งไว้ก็ได้ไม่ใช่หรือ

....

แล้วเขาก็ขยำใบรับผู้ป่วยทั้ง 6 ใบนั้นทิ้งลงถังขยะใบเดิมก่อนจะเดินออกจากวอร์ด

 

 

****************

อ่านเรื่องสั้นชุด วศิน ได้ที่ เรื่องสั้นชุด : วศิน

และอ่านตอนที่แล้วได้ที่ -6 รับเคส 6-

Comment

Comment:

Tweet

สงสารหมอวศิน ... กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกจริงๆ

#23 By 1234 (103.7.57.18|118.174.29.222) on 2012-09-29 09:45

เรื่องนี้ คุณหมอเขียนนานแลว แต่ว่าเพิ่งเข้ามาอ่านค่ะ

แม้ว่ามันจะเป็นแค่เรื่องที่แต่งขึ้น แต่มันอาจจะเกิดจากเรื่องจริง

เพราะเพื่อนหนูที่เรียนหมอ ก็โดนแบบนี้หลายคน
สงสารเพื่อนมาก แต่เราช่วยอะไรไม่ได้เลย เพราะไม่ได้เรียนหมอ ได้แต่คอยรับฟัง ส่งรอยยิ้ม และเป็นกำลังใจให้

#22 By หมูน้อย (221.223.102.110) on 2011-04-01 19:19

ถ้าเป็นผมนะครับ ไม่ใช่แค่เสียความรู้สึกอยู่บ้างหรอกแต่ เสียความรู้สึกมากๆ
วศินนี่เป็นคนใจเย็นมากเลยนะครับเนี้ย
เป็นผมคงไม่ได้ งานนี้มีงอล

#21 By ตาโขนน้อย on 2010-12-13 16:14

ชีวิต เจ็บ แต่ ทน ดี กว่า

#20 By ฝันน้อยรามา (202.28.180.202) on 2010-11-16 00:14

คนทำไม่ได้หน้า คนได้หน้าไม่ได้ทำ

เป็นมันทุกสังคมเลยนะคะ

จะว่าคนจ่ายงานก็ไม่แหกตาดู ก็ใช่ที่

สุดท้ายมันอยู่ที่จิตสำนึกของแต่ละคน

ถ้าคุณนวลได้เป็นหมอ ตรูจะกล้าไปรักษามั้ยนั้น sad smile

#19 By baiphai (124.122.220.29) on 2010-10-22 09:49

หลงรักวศินจังเลยค่ะ

ปล.ถ้าคุณหมอรวมเล่มขาย เราจะซื้อค่ะ ชอบ

big smile big smile open-mounthed smile

#18 By TangA on 2010-01-29 14:32

เพือ่นกัน..สุดยอด

#17 By sage_nu on 2009-10-31 08:48

วศินใจเย็นดีจังเลยล่ะ
คนแบบนวลก็มีอยู่ให้เห็นในสังคมจริงๆ

#16 By J-Si-Pun-Ja on 2009-10-31 06:32

น่าสงสารวศิน
แต่คิดอีกที วศินเป็นหมอที่ดีมากเลย เพราะกว่าจะเป็นหมอเต็มตัวได้ ต้องศึกษามากกว่าคนอื่นขนาดนั้น สู้ๆ big smile

#15 By Ellebazi on 2009-10-30 21:30

แบบนี้ปล่อยไว้ไม่ได้แล้วโว้ย

#14 By Amplifier-Love on 2009-10-30 21:04

... ความรู้กับความมีสามัญสำนึกนี้แปรผกผันหรอคะนวล ?? ^ ^


แค่สามัญสำนึกก้หาไม่เจอละ แล้วจรรญาบรรณแพทย์จเหลือหรอเนี่ย

#13 By @om (114.128.183.238) on 2009-10-30 18:07

เสียวแทนคนไข้สามเคสที่มีคนรับไปจังเลย

คนรับเป็นอย่างนี้ แล้วคนไข้จะไหวไหมเนี่ยsad smile

#12 By kikuno on 2009-10-30 14:14

อืมขอแสดงความเห็น

ถ้าอาจาร์ยมาตรวจ และเห็นลายมือวศินในเคสที่นวลรับผิดชอบละ
นวลก็น่าจะโดนตำหนิ เพราะไม่เขียนใบรับ

ถ้าผมเป็นนวล ผมก็ทำงี้แหละ

ถามว่าทำไมนวลไม่เขียนใหม่เป็นฉบับของตัวเอง ก็วศินเขียนไว้แล้วนี่นา จะมาอ่านใหม่เขียนใหม่ทำไม

โลกมันเป็นยังงี้ละ

#11 By Tomodachi on 2009-10-30 09:55

sad smile เสียความรู้สึกจัง

#10 By bakabo ลั๊ลล๊า~ on 2009-10-30 08:48

มนุษย์แบบนี้มีอยู่ทุกสาขาอาชีพจริงๆ เลยนะคะ
sad smile


ว่าแต่งานของหมอนี่เหนื่อยไม่ใช่เล่นเลย
อ่านตามยังเหนื่อยแทนเลยค่ะ..

#9 By แอ้ on 2009-10-30 08:26

sad smile sad smile sad smile หลักการทำลายหลักฐานสินะ

#8 By joyka on 2009-10-30 07:54

มันมีจริง แต่อย่าใส่ใจเลย ใครทำอะไรก็ได้อย่างนั้นแหละ

#7 By นักรบ on 2009-10-30 02:44

อ่านแล้วรู้สึกจุกๆเหมือนกันครับ... angry smile angry smile angry smile

...เคยเจอเหตุการณ์คล้ายแบบนี้มาบ้าง เลยรู้สึกสะท้อนใจพอดูครับ...

ถูกใจมากเอาไปเลยครับ "ไก่ย่าง"
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#6 By Minutus VMD on 2009-10-30 00:55

ยังดีที่เป็นแค่นิยาย

ถ้าเป็นเรื่องจริง สามคนนี้ได้เป็นหมอจริง ๆ
ก็น่าคิดว่าจะเป็นยังไงต่อไปangry smile

#5 By renkung on 2009-10-30 00:44

....sad smile เห้อ ...

#4 By ka-fae-nom on 2009-10-30 00:22

อืม รู้สึกว่าจะตั้งแต่ตอนรับเคสแล้วนะ =w="

คาดว่าถ้าตัวเองเจอแบบนี้คงไม่ยอมถึงขั้นวศินแน่ค่ะ =w="
แต่ถ้าโดนกลับตัวจริงๆ ก็กลัวจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนกัน

#3 By zyronoz on 2009-10-30 00:15

ความจริงของสังคมมนุษย์sad smile

#2 By B-rz on 2009-10-30 00:12

โห ทำกันได้

เป็นเบ๊ต้องมีดักตบ

วศินใจเย็นจังเลยค่ะ

#1 By General เบ๊ on 2009-10-30 00:04

Recommend