คำตอบที่เคยได้ยินได้ฟังมาเหล่านี้ มาจากเมื่อตอนที่ไปทำงานชดใช้ทุน และบางส่วนมาหาเพิ่มเติมหลังจากกลับมา

เมื่อพิจารณาแล้วเชื่อด้วยตนเองว่าเป็นไปได้ทุกแบบทั้งสิ้น

1. ใช้เพื่อล้างเครื่องมือ
คำตอบนี้เป็นคำตอบที่เห็นได้ชัดหากมองในมุมมองของคนปัจจุบัน
เพราะว่าเรารู้กันดีว่าเชื้อโรคมีมากมาย โดยเฉพาะเชื้อบาดทะยักที่เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของเด็กทารกแรกเกิดในสมัยก่อน
ดังนั้นจะพบได้ว่าคนเฒ่าคนแก่หรือหมอตำแยสมับปัจจุบันหลายคน จะทำการต้มน้ำร้อนเพื่อลวกล้างเครื่องมือที่ใช้ในการตัดสายสะดือ
ดังนั้นก็ยังเจอได้เสมอสำหรับหมอตำแยตัวจริงในปัจจุบันที่ใช้มีดไปต้มน้ำร้อนด้วยเหตุผลว่า"ฆ่าเชื้อโรค"

ข้อโต้แย้งคือ
1. คนสมัยก่อนไม่มีความรู้เรื่องเชื้อโรค ... ดังนั้นหมอตำแยสมัยโบราณก็ไม่มีทางรู้ได้ว่าเชื้อโรคคือสาเหตุของการตาย ... จะมาลวกเครื่องมือให้ยุ่งยากทำไม
2. เครื่องมือโลหะในสมัยโบราณไม่ได้หาง่ายๆ คนโบราณไม่ได้ใช้มีดในการตัดสายสะดือเด็กเสมอไป ... เขาใช้ไม้ไผ่ต่างหาก

หลักในการใช้ไม้ไผ่ในการตัดสายสะดือคือนำไม้ไผ่มาผ่าออก จากนั้นลอกเปลือกด้านนอกออกก่อน ลอกจนกระทั่งถึงตรงกลางแล้วลอกเป็นแผ่นบางๆ
เมื่อได้ไม้ไผ่บางๆเป็นแผ่นพอเหมาะ ก็ใช้ความคมของไผ่นั้นไปตัดสายสะดือ
คมไหม ... ตอบได้ว่าคม เคยเจอบาดมาแล้วตอนกินข้าวหลาม
สะอาด ไหม ... ตอบได้ว่าสะอาดในระดับนึง เพราะอย่างน้อยที่สุดไม่มีทางมีเชื้อบาดทะยักแน่นอน ... ส่วนเชื้ออื่นจะมีหรือไม่ก็ว่ากันอีกที แต่ไม่ใช่สาระสำคัญ

สำหรับบางพื้นที่จะใช้กรรไกรขาเดียว และไม่มีการใช้กรรไกรสองขาในการตัดสายสะดือ ก็เพราะว่า "มีความเสี่ยงในการตัดนิ้วเด็กทารกขาด" สูงมากหากใช้กรรไกร
ในการทำคลอดสายสะดือจะไม่ได้ยาวมากมาย พื้นที่ในการตัดสายสะดือเป็นพื้นที่เล็กๆและเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ดังนั้นหากใช้กรรไกรไปตัด ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะตัดโดนนิ้วของเด็กขาด (ขาดง่ายกว่าสายสะดือแล้วกัน เพราะว่าสายสะดือใหญ่กว่านิ้วเด็กสักสามเท่า)
ดังนั้นในการทำคลอดและใช้กรรไกร ต้องมีการฝึกมา ไม่งั้นก็มีโอกาสตัดพลาดง่ายๆ

2.ใช้เพื่อให้ความอบอุ่นเด็ก
เด็กทารกที่เกิดใหม่ มีพื้นที่ผิวมาก เมื่อเทียบกับขนาดตัว
ดังนั้นจะสูญเสียความร้อนไปได้มาก

การเสียความร้อนจากร่างกายของเด็ก หรือ Hypothermia เป็นสาเหตุการตายที่สำคัญในช่วงวันสองวันแรกของเด็ก ... แม้มาเจอในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นสิ่งที่น่ากลัว
และไม่รู้ว่าคนโบราณ สังเกตอย่างไร ... อาจจะจากการที่สังเกตว่าเด็กที่แย่ๆส่วนใหญ่จะตัวเย็นชืดหรือเหมือนหนาวตาย ก็ได้ แต่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้มีการต้มน้ำเพื่อให้เด็กอาบ"น้ำร้อน"(ไม่ใช่น้ำอุ่น นิดๆ แต่ต้องร้อนพอประมาณ) เพื่อล้างคราบเลือดให้สะอาด
เป็นที่มาของคำสุภาษิตว่า อาบน้ำร้อนมาก่อน

คำอธิบายนี้เป็นคำอธิบายที่มีปรากฎชัดเจนเป็นหลักฐานมากที่สุดและเข้าได้กับสิ่งที่พบเจอมากที่สุด

ทั้งนี้บางตำรับอาจจะมีการวางซุ้มสมุนไพร น้ำสมุนไพร ใช้แต่ไอน้ำอย่างเดียวก็มี ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกอะไร ขึ้นกับสำนักแต่ละแห่ง แต่ผลออกมาเหมือนกันคือให้เด็กตัวอุ่น ... อย่าลืมว่าการคงอยู่ของตำรับเหล่านี้มาจากการที่ทำคลอดแล้วมีเด็กรอดเยอะ แม้นว่าจะทำเรื่องยุ่งยากเป็นพิธีการ แต่ถ้าปรากฎว่าเด็กรอดมากก็ย่อมมีลูกศิษย์ลูกหา มีการสืบทอดต่อมาได้ 

 

3. ให้พ่อเด็กไม่เข้ามายุ่ง
คนไม่เคยทำคลอดให้คนอื่นคงไม่รู้ว่า คนที่จะทำให้การคลอดมีปัญหาได้มากที่สุดกลุ่มหนึ่งก็คือบรรดาญาติ
ในการทำคลอด มีกระบวนการหลายอย่างที่คนที่ไม่สัมผัสจะไม่รู้ไม่เข้าใจ

- ในการคลอดต้อง รอจังหวะที่ปากมดลูกเปิดครบ 10 ซม. ซึ่งแต่ละรายไม่เท่ากัน ... บางรายรอนานหลายชั่วโมงกว่าจะเปิด แม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวด
ญาติ บางคนหมออธิบายจนปากจะฉีกถึงรูหูก็ไม่เข้าใจ จะต่อยหมอฐานไม่ยอมทำคลอดสักที (ถ้าวันนั้นโดน คงโดนขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์จังหวัดว่าโดนต่อยไม่อธิบายสักคำ)

- ในการคลอดต้องตรวจภายในว่าปากมดลูกเปิดเต็มที่หรือยัง ถุงน้ำทูนหัวแตกหรือยัง ฯลฯ ต้องตรวจผ่านทางช่องคลอด
สามีบางคนไม่เข้าใจถึงความจำเป็นนั้น เปิดม่านเข้าไปเจอหมอตรวจภายในก็ด่าหมอว่าวิตถาร

- ในการคลอดต้องมีการกรีดเปิดที่ปากช่องคลอดให้ช่องทางขยายออก เพราะถ้าให้เด็กออกมาเองโดยไม่เปิดนำ อาจจะเกิดการฉีกขาดไปที่รูทวารหนักได้ (จะเกิดผลข้างเคียงกับแม่ได้ในอนาคต)
สามีบางคนไม่เข้าใจ พอทำคลอดเสร็จแฟนบอกว่าหมอกรีดที่ช่องคลอด ก็ผลักอกหมอที่ทำคลอดให้ลูกเมียตนเองแล้วขู่จะเอาเรื่อง

- ในการทำคลอด ดยเฉพาะช่วงที่เด็กออกมา เป็นช่วงที่ต้องใช้สมาธิและต้องตรวจหลายอย่างมากมาย
ญาติบางคนพอได้ยินเสียงเด็กก็เฮโลจะเข้ามาดูให้ได้ จะเอาเด็กไปชื่นชมกัน ... ส่วนหมอก็จะเอาเด็กไปเข้าตู้อบ เพราะตัวเย็นเจี๊ยบ
บางคนเข้ามาถึงเจอเลือดก็จะเป็นลม ... เดือดร้อนพยาบาลที่ทำคลอดต้องช่วยหามออกไปนอนอีก


คาดว่าหมอตำแยโบราณจะมีกึ๋นทางด้านนี้มากกว่าหมอจบใหม่มากมายนัก จึง
- ไล่ให้ไปต้มน้ำร้อน
- ไล่ให้ไปหาหม้อมาใส่สายสะดือและรก กันผีมากิน
- ไล่ให้ไปตัดไม้หนามมาสะไว้กันผี ให้เฝ้ายามกันผี ... เพราะพวกผู้ชายนี้แหละ ตัวดีที่จะตื่นเต้นและลงไม้ลงมือกับหมอตำแย
ไปเฝ้ายามรอบบ้านและเชื่อว่ากำลังปกป้องคนคลอดจากผีนี่แหละดี

 เรื่องนี้ เขียนเพราะว่าไปอ่านเจอในPantip.comเข้า

 http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8364479/X8364479.html

 หลายคนมีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ... ก่อนหน้านี้มีคนที่พูดถึงเรื่องของหมอตำแย ต่างคนต่างเชื่อในเรื่องของตนเอง บางคนบอกว่าอีกฝ่ายแหละผิด

 ถ้าหากจะถามเอาคำตอบที่เหมือนกัน ผมมั่นใจว่าไม่มีทางได้ข้อยุติครับ

ต่อให้คนที่ตอบเป็นหมอตำแยตัวจริงมานั่งตอบ ตอบ 5 คน ก็อาจจะได้คำตอบที่ไม่ตรงกัน
แล้วตอบไม่ตรงแปลว่าโกหกหรือไม่ ก็ไม่ใช่

เพราะว่าการแพทย์แผนไทยในโบราณ มีการเรียนการสอนไม่เหมือนกัน มีระบบการเรียนการสอนที่ขึ้นกับอาจารย์แต่ละท่าน
แพทย์แผนไทยแต่โบราณ ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ในแบบลองผิดลองถูก จากนั้นก็พัฒนาระบบถ่ายทอดกันมาเป็นสำนัก ถ่ายทอดวิธีการที่อาจารย์ทำแล้วได้ผลให้แก่ศิษย์ วิธีใดไม่ได้ผลก็บอกเตือนว่าไม่ได้ผล อย่าทำ

เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แบบหนึ่ง

ปัญหาก็คือว่า แพทย์แผนไทยในสมัยที่การแพทย์แผนตะวันตกเริ่มเข้ามา มีจุดอ่อนที่การเผยแพร่ความรู้ยังไม่แพร่หลาย
ในสมัยที่มีการก่อตั้งโรงพยาบาลในประเทศไทย และก่อตั้งโรงเรียนแพทย์ในไทยใหม่ๆ มีการก่อตั้งแผนกทั้งการสอนการแพทย์แผนตะวันตก และการแพทย์แผนไทย
การแพทย์แผนตะวันตกในสมัยนั้น ครูบาอาจารย์จากทางนั้นมาสอนแบบสอนหมดเปลือก สอนเป็นระบบ และมีความช่วยเหลือเกื้อกูลทางวิชาการ ... เรื่องการหวงวิชาที่จะเป็นปัญหาก็มีไม่มาก เพราะว่าครูบาอาจารย์ที่มาสอนหลายท่านละทิ้งแม้แต่บ้านเกิดของตนมา

แต่ในขณะที่การแพทย์แผนไทยที่เปิดสอนในโรงเรียนแพทย์สมัยนั้นควบคู่กันดันเกิด ปัญหาว่าอาจารย์ที่ต่างสำนักกันมาสอน ก็สอนในแบบของตน ไม่สอนหมดเปลือก เป็นปัญหาขนาดที่ว่ามีบันทึกไว้ถึงปัญหานี้ที่ทำให้การเรียนการสอนแพทย์แผนไทยตามระบบที่ราชการพยายามสร้างขึ้น เป็นอันต้องพังพาบไป

พอเวลาผ่านไปคนก็มาเข้าใจผิดๆว่าที่แพทย์แผนไทยสูญหายไป เพราะว่าโดนครอบงำจากต่างชาติ

แต่จริงๆมีบันทึกไว้ชัดเจนว่า ที่พัง พังเพราะความหวงวิชานี่แหละ

 

....
ดังนั้นสรุปแล้วสำหรับเรื่องอาบน้ำร้อนมาก่อนนี้ ตอบได้หลายคำตอบ
หมอตำแยแต่ละท่านมีครูบาอาจารย์ไม่เหมือนกันครับ

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Hot!

คงเป็นเทคนิคของหมอตำแยเค้าแหละเนอะ
อืม ได้หลายแง่คิดมาก ๆ
Hot! Hot!

#2 By ISHIMARU L. on 2009-09-27 22:15

ดีครับ
เคยสงสัยเวลาดูละครไทยจะคลอด ชอบสั่งให้ไปต้มน้ำร้อน
แต่พอเด็กออกมาก็เอาไปอุ้มชมเชยเลี้ยงดูกันเลย
แล้วน้ำร้อนไปไหนembarrassed

วันนี้เหมือนจะได้คำตอบconfused smile

#4 By mammoz on 2009-09-27 22:19

Hot! Hot!

#5 By hackerlife on 2009-09-27 22:22

อ่อเป็นอย่างงี๊นี่เอง ขอบคุณนะคะ
อายน้ำร้อนมาก่อน ก็เป็นการชะนี้ งั้นสมัยนี้ต้องเปลี่ยนใหม่ เข้าตู้อบมาก่อน sad smile sad smile

#6 By นางเอกงิ๊ว ™ on 2009-09-27 22:22

ลืมให้ Hot! Hot! Hot! ถูกใจbig smile

#7 By นางเอกงิ๊ว ™ on 2009-09-27 22:23

อย่างนี้นี่เอง
ได้ความรู้! Hot!
มันต้องกั๊กไว้มั่ง เดี๋ยวศิษย์ล้างครู

#9 By อากุง on 2009-09-27 22:29

หวงวิชาซะงั้น sad smile Hot!

#10 By Sudative* on 2009-09-27 22:29

อย่างงี้นี้เอง

หนังไทย หนังจีน ก็ต้มน้ำร้อนหมด

#11 By ka-fae-nom on 2009-09-27 22:34

Hot!

#12 By rainorshine on 2009-09-27 22:46

แสดงว่าปัญหาข้อนี้คงหาข้อชี้แจ้งให้กระจ่างได้ยากเลยสินะ
เคยสงสัยเหมือนกัน เพราะเคยเห็นในการ์ตูนญี่ปุ่นก็สั่งทำนองนี้ ก็สงสัยอยู่ว่าเอาน้ำร้อนไปทำอะไรหว่า embarrassed
พอจะได้แนวทางละ ขอบคุณมาก surprised smile

#13 By Ellebazi on 2009-09-27 23:56

Hot! Hot!

#14 By Elta_kung on 2009-09-28 00:49

ว้าว ครับ ให้ดาว Hot!

#15 By bellbell on 2009-09-28 02:19

Hot! Hot!

เป็นหมอสูฯนี่ก็ลำบากนะครับ big smile

#16 By @ri on 2009-09-28 02:48

นึกว่า เอาไปต้มน้ำชาให้ป้าฮารุกินเสียอีก ฮา...

Hot!
big smile

#18 By นักรบ on 2009-09-28 04:40

Hot! Hot! Hot!
ได้ความรู้มากมายค่ะ

#19 By momoocha on 2009-09-28 07:21

Hot! Hot!

ชอบๆ ได้ความรู้big smile
big smile Hot! big smile Hot! big smile Hot!

#21 By ตาโขนน้อย on 2009-09-28 08:57

ได้ความรู้เรื่องหมอตำแยเยอะเลยครับ^^

#22 By OiL (58.10.149.15) on 2009-09-28 10:08

อยากเป็นหมอตำแยจัง

#23 By ยัยตูดเป็ด on 2009-09-28 12:51

เพิ่งรู้นะคะเนี่ยwink
...พังเพราะหวงวิชา...นี้ก็เพิ่งรู้ เอิ้ก

ขอบคุณสำหรับความรู้คะdouble wink
Hot! Hot!

#24 By Se.ChoU on 2009-09-28 13:50

อ่า.. พอดีดั๊นเป็นคนกลัวอะไรพวกนี้..
อ่านไปก็จินตนาการตามไป.. ตอนนี้จะเป็นลมแล้วค่ะหมอ sad smile sad smile

#25 By แอ้ on 2009-09-28 14:40

อืมมม Hot!

#26 By -Varie- on 2009-09-28 15:00

เพื่อไล่ไปล้างมือ
อันนี้ก็น่าคิดเหมือนกันเน๊อะ
เพราะจะได้ไม่เป็นอันตรายต่อเด็กด้วย

;)

#27 By LittleGrape on 2009-09-28 15:09

Hot!

พึ่งรู้นะเนี่ย open-mounthed smile

#28 By NOT_KUNG on 2009-09-28 15:28

อ่านแล้วได้ความรู้ดีจังconfused smile

#29 By (118.173.232.203) on 2009-09-28 15:35

- ผมว่า ข้อ 3 แน่นอนเลย ฟันธง!!

- การคลอดบุตร เป็นช่วงเวลาสำคัญต้องใช้สมาธิมาก หมอตำแยคงไม่อยากเสียสมาธิครับ big smile

#30 By [Mr.O] on 2009-09-28 15:48

ข้อ 3 แหงมๆ Hot!
พึ่งรู้แฮะว่าต้องกรีดด้วย

#31 By hungryangry on 2009-09-28 16:48

พี่หมออาบน้ำร้อนมาก่อนใช่มะถึงรู้เยอะขนาดนี้

555

ไม่ใช่ละ

#33 By ชุน on 2009-09-28 17:51

จริง คนไทยชอบหวงวิชา

เป็นกลอุบายที่ฉลาดมาก ไล่ไปต้มน้ำก่อน 55

#34 By ★☆KyuubixUsagi on 2009-09-28 18:42

คงงั้นล่ะนะ
อืม เราก็คิดอย่างนั่น อืม ๆ Hot! Hot!

#35 By PatZz on 2009-09-28 20:10

ขอบคุณคร้าบ

#36 By ซารางเฮ on 2009-09-28 20:17

สุดยอดครับ เพิ่งได้เข้ามาอ่าน double wink

#37 By กัณฐ์ on 2009-09-28 21:16

อ่านแล้วเสียว - -*

#38 By ว๋าจ้า (114.128.30.9) on 2009-09-28 21:54

Hot!

เชื่อว่า หมอตำแย ต้องแก่ - -

#38 By Goroumatie on 2009-09-29 00:44

โอ้ มันเป็นแบบนี้นี่เอง sad smile Hot!

#39 By แมวเซา on 2009-09-29 01:46

ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ

ถ้ามีโอกาสจะได้มีเมียมีลูก ก็จะได้ทราบไว้ แฮ่ (=w=)

#40 By monboy01 on 2009-09-29 03:06

ถ้าอยู่ที่จีนไม่ได้ป้องกันสายสะดือและรกจากผี แต่จากผอ.รพ.ต่างหาก เป็นยาบำรุงชั้นดีครับ big smile
เป็นความรู้ดีครับ
เผื่ออนาคตผมเป็นหมอสูติจะได้เอาไปใช้
(บ้าแล้ว)confused smile

#42 By 梁爽尉 on 2009-09-29 10:31

confused smile Hot!

#43 By mini-teddy on 2009-09-29 10:41

แล้วทำไมต้องเรียก ว่า หมอตำแย ด้วยอะคะ


Hot! Hot! Hot! Hot!

#44 By ลำดวน on 2009-09-29 10:50

ได้ความรู้ค่ะ ไม่เคยรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มาก่อนเลยbig smile Hot! Hot! Hot!

#45 By kawa-ii girl on 2009-09-29 13:02

ไอ้ทริคที่ว่้าเอาไว้ไล่พ่อและญาติเด็กไปไกลๆนี่ เคยได้ยินนะ

คนโบราณเก่งเรื่องพวกนี้ค่ะ
เหมือนแบบ ห้ามตัดเล็บกลางคืน อะไรประมาณนี้

Hot!

#46 By + LiLiMu + Kissss + on 2009-09-29 13:17

ได้รู้เรื่องหมอตำแยเยอะเลยHot! Hot!

#47 By .-meadow green.- on 2009-09-29 13:54

เทคนิคหมอตำแยสุดยอด! Hot! Hot!

#48 By แมลงปอล้อลม on 2009-09-29 14:03

โอ้ว กระจ่างแจ้ง

#49 By olive on 2009-09-29 15:09

หมอแมว View my profile