หมอแมว View my profile

ตอนที่ 11 

หน้าที่ของเรา ไม่ได้ดูแค่คนตาย

 

เวลาเช้าของทุกวันแต่ละคนต้องไปเข้าฟัการประชุมสรุปของพี่แพทย์ประจำบ้านสาขานิติเวชหลังจากการไปทำงานจริงในแต่ละกรณี บางกรณีก็เงียบๆไม่มีอะไร แต่บางกรณีก็เป็นกรณีที่อยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์

ดังนั้นทุกวันตอนเช้าวศินก็จะอ่านข่าวหน้าหนึ่งบนหนังสือพิมพ์หัวหนึ่ง(ที่ชอบเอาข่าวอาชญากรรมลงหน้าหนึ่งแบบไม่ค่อยเซนเซอร์ภาพ) บางข่าวก็จะได้มาเห็นมุมมองอีกด้านจากคนที่ชันสูตรศพ ... จากการอ่านข่าวแบบนี้ทำให้วศินพบว่าหลายครั้งหลายคราวข่าวในหนังสือพิมพ์ลงผิดไปจากแง่มุมที่ออกมาจากหมออย่างหน้ามือเป็นหลังมือ

สำหรับข่าววันนี้ก็เช่นเดิม หนังสือพิมพ์ลงข่าวนี้มาหลายวันแล้วเกี่ยวกับการพบศพชายคนนึงที่หายไปจากบ้านหลายปี มีคนไปพบโครงกระดูกและเสื้อผ้าเครื่องใช้ที่เหมือนกันกับคนที่หายไป ...

ข่าวนี้ลงมาหลายวันแล้ว โดยวศินก็รู้ว่าโครงกระดูกที่ว่านั้นถูกส่งมาที่นี่เพื่อมาทำการตรวจDNA แต่ปัญหาที่ลงในหน้าหนังสือพิมพ์วันนี้คือมีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่าทางนี้ตรวจช้ามาก มีผู้ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า"การตรวจDNAนี้ทำเพียง24ชั่วโมงก็น่าจะเสร็จแล้ว ... การที่สถาบันบางแห่งเอาไปใช้เวลานานถึง3วันจึงเป็นการแสดงถึงศักยภาพของสถาบันแห่งนั้น"


วศินอ่านข่าวนี้แล้วฉุนเล็กน้อยเพราะว่าสถาบันที่ว่าก็คือที่ที่เขาเรียนอยู่

แต่นั่นสินะ

ถ้าทำได้ใน24ชั่วโมง ทำไมที่นี่ถึงทำช้า

ถ้าการทำนานถึงสามวันเป็นเรื่องปกติ 24ชั่วโมงทำไม่ได้ ... ก็น่าจะมีการตอบโต้อะไรบ้างไม่ใช่ให้เขาเล่นงานออกสื่อแบบนี้


.... วศินได้แต่คิด จนกระทั่งเข้าคาบเช้า


"กรณีนี้คือกรณีที่หลายคนน่าจะได้เห็นทางหนังสือพิมพ์แล้ว" พี่แพทย์ประจำบ้านชั้นปี3ชี้สไลด์ที่อยู่หน้าห้อง" กรณีนี้คือกรณีที่เราได้รับแจ้งจากตำรวจให้ไปตรวจกระดูกที่พบในบ่อน้ำร้าง สภาพกระดูกเป็นอย่างที่เห็นครับคือพบกระจายอยู่ที่ก้นบ่อ โดยทางมูลนิธินำขึ้นมาให้เราในสภาพดังต่อไปนี้"


"จากการตรวจสอบโครงกระดูกที่เหลือและการตรวจสอบสารเคมีในกระดูก ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุการตายได้ครับว่าเกิดจากอะไร" ภาพเลื่อนไปที่อีกแผ่นหนึ่ง "แต่จากสภาพกระดูกที่ได้มา ทุกส่วนอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ไม่พบรอยแตกหักที่ผิดปกติ ซึ่งส่วนของสาเหตุการตายคงต้องดูกันอีกครั้งครับ"


สไลด์ถัดไปคือภาพแผนที่DNA


"รายนี้เราได้ทำการตรวจDNAแบบ16จุดโดยเป็นการทำร่วมกันของเรากับอีกสถาบันนึงครับ ผลที่ออกมาก็ตรงกับผู้ที่สูญหายไปจริง ดังนั้นทางเราก็ได้ติดต่อทางตำรวจและญาติเรื่องผลที่ได้แล้ว กำลังอยู่ในระหว่างการรอรับกลับครับ"


เมื่อพี่แพทย์ประจำบ้านลงมา คนที่ขึ้นต่อก็เปลี่ยนเคสต่อไปโดยไม่มีใครพูดถึงข่าวที่พาดหัวเมื่อเช้านี้เลยสักคน


"ทำไมที่เราทำช้าขนาดนี้นะ" วรรณวิจารณ์ "ที่เราอ่านมาการทำDNAก็ใช้เวลาแค่วันเดียวเอง"

"ไม่แน่หรอกวรรณ เพราะว่าถ้าใช้แบบเก่าก็ทำกันทีตั้งสองสามวันเลยนะ "นวลแย้ง

"แบบที่เอาวุ้นมาตั้งเหรอ" วรรณตอบ "เดี๋ยวนี้เค้าใช้ระบบแยกด้วยไฟฟ้ากันหมดแล้วนะนวล ไม่มีที่ไหนเค้าใช้วิธีโบราณแบบนั้นหรอก ... แต่ก็ไม่แน่นะ ไม่งั้นมันไม่ถึงสามวันแบบนี้หรอก"


วศินเดินอยู่ในกลุ่มด้วยความอึดอัดใจ เพราะเขาไม่สบายใจเท่าไหร่ที่เห็นเพื่อนร่วมคณะพูดอะไรแบบนี้ออกมา แต่วศินก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรนัก เพราะรู้ดีว่าวรรณเป็นแฟนหนังสือของแพทย์ท่านนึงที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับนิติเวช

และเขาก็รู้จากหลายเรื่องที่ผ่านมาว่า การไปโต้เถียงหรือแตะต้องความคิดนี้ ไม่เป็นผลดีอะไรเลยนอกจากทำให้ทะเลาะกันเปล่าๆ


"เดี๋ยวเราต้องไปชั้นไหน" โกวิทถามขึ้น ... ที่จริงทุกคนก็รู้ว่าต้องไปเรียนเรื่องการส่งตรวจชิ้นเนื้อทางนิติเวช ว่าแต่ว่ามันอยู่ชั้นไหนล่ะ

"คุ้นๆว่าชั้นสองนะ" วศินเอ่ยขึ้น

"จริงเหรอ เราไม่เคยเห็นเลย" นวลกล่าว "เราก็เดินขึ้นชั้นสามกันออกบ่อยต้องเดินผ่านชั้นสองประจำ ทำไมเราไม่เห็นเลยล่ะ"


"เอาเหอะ ก็ดีกว่าเดินไปแบบไม่รู้ทิศทางแล้วกัน" ว่าแล้วโกวิทก็เดินแยกออกไป ... ซึ่งทุกคนก็เดินตามอย่างเลี่ยงไม่ได้

มาถึงชั้นสองเมื่อเดินผ่านตู้กระจกที่ตั้งแสดงเรือโบราณไว้ ... ก็มีชื่อป้ายของภาควิชาพยาธิวิทยาตั้งเด่นอยู่


"เออแฮะ อยู่ตรงนี้จริงๆ" โกวิทพูด "อยู่มาตั้งนานไม่เคยสังเกตเลย"


เขาก็เป็นเช่นนี้ ... ไ่ม่ต่างอะไรกับเมื่อรู้จักกันใหม่ๆ ... โกวิทมีวิธีพูดให้กระทบความรู้สึกคนอื่นให้น้อยที่สุดเสมอ

แล้วช่วงเช้าอันเชื่องช้าก็ค่อยๆผ่านไป ทุกคนได้เรียนเรื่องเกี่ยวกับการแช่สิ่งส่งตรวจ ซึ่งไม่เพียงจะมาจากห้องชันสูตรเท่านั้น หากแต่ยังมาจากชิ้นเนื้อที่่ถูกส่งมาจากภาควิชาอื่นๆเพื่อใช้ในการรักษา

"ปกติชิ้นเนื้อพวกนี้เราจะเก็บไว้หลังจากทำเสร็จ เพราะว่าเราบอกไม่ได้ว่ากรณีไหนจะเป็นคดีหรือไม่่ในอนาคต" เจ้าหน้าที่กล่าว " เคยมีเหมือนกันที่บางคนผ่าไส้ติ่งไปสองสามปีแล้วกลับมาขอให้เรายืนยันว่าที่ตัดไปคือไส้ติ่งจริง และถามว่าไส้ติ่งที่ว่านั้นอักเสบจริงหรือเปล่า"


ทั้งหมดค่อยๆเคลื่อนไปตามแถวของโต๊ะที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ เจ้าหน้าที่ก็ค่อยๆกล่าวถึงการตรวจแบบต่างๆที่ทุกคนเคยอ่านมาแล้วแต่อาจจะยังไม่เคยเห็นของจริง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องตรวจสารเคมี ระบบตรวจสารเสพติด เครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ ฯลฯ


"บางอย่างที่เราอยากให้หมอรู้ก็คือ ขั้นตอนบางชนิดไม่สามารถเร่งได้ ต้องใช้เวลา" เจ้าหน้าที่กล่าวขณะเดินผ่านโต๊ะทำสไลด์เนื้อเยื่อ "อย่างเช่นการส่งชิ้นเนื้อมาย้อม เราต้องใส่เนื้อเยื่อฝังลงไปในตัวกลาง โดยต้องรอให้ตัวกลางซึมซาบเข้าไปให้ทั่วเนื้อเยื่อ...ขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลา ซึ่งเราเร่งไม่ได้ไม่ว่าจะรีบแค่ไหน"

"ดังนั้นการที่หมอรู้ เวลาสั่งทำอันนี้จะได้รู้ว่าต้องใช้เวลานาน ถ้าหมอตัดชิ้นเนื้อในห้องผ่าตัดก็จะไม่สามารถได้ผลทันที ... ดังนั้นหมอก็จะได้สั่งการทำชิ้นเนื้อแบบแช่แข็ง ซึ่งจะได้ผลเร็วกว่า แต่การอ่านผลก็จะไม่ชัดเจนเท่าวิธีย้อมปกติ"


ต่อจากนั้นเจ้าหน้าที่พาขึ้นไปที่ห้องแลปชั้นบนต่อ ... ตามทางเดินที่ยาวทอดเข้าไปในตัวตึก มีแผ่นกระดาษหลายแผ่นที่ติดที่ผนังเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการตรวจดีเอ็นเอ

"แผนกนี้จะทำเรื่องเกี่ยวกับการตรวจสอบDNA ... ซึ่งก็ทำตามหลักมาตรฐานสากลที่ใช้กัน"


"ฮึ" มีเสียงมาจากลุ่มที่เดินตามหลังวศิน แต่เขาไม่ได้หันไปมองว่าใครกันที่ทำเสียงนั้นขึ้นมา


"ระบบการตรวจDNAที่ใช้ในสมัยก่อน หลายคนคงจะเห็นว่ามีการทำด้วยมือเช่นอาจจะใช้เป็นระบบวุ้นเจล แล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไป"เจ้าหน้าที่ชี้ให้ดูภาพที่ติดที่ผนัง"แต่ปัจจุบันเราก็เครื่องมืออัตโนมัติทำการตรวจลำดับ ... ที่นี่เราทำได้ถึง16ตำแหน่ง"


"ใช้เวลาทำนานไหมคะ" วรรณถาม

"อืม จริงๆแล้วถ้ามองอย่างเป็นขั้นตอนแล้วมันก็ไม่นานนะ " เจ้าหน้าที่สาวพูด "แต่จริงๆแล้วหมอต้องเข้าใจก่อนว่าขั้นตอนการตรวจสอบเหล่านี้มีความละเอียดอ่อน ทั้งในการทำและการแปลผล ซึ่งตรงส่วนนี้กินเวลามากกว่าการทำลายพิมพ์DNAเสียอีก"


หญิงสาวเดินพานักศึกษาแพทย์ไปที่ทางเดินอีกด้านหนึ่งซึ่งมีรูปแบบลายพิมพ์ดีเอ็นเอติดอยู่ พร้อมกับมีคำบรรยายสั้นๆ

"เคสนี้ปู่ย่าพาเด็กมาตรวจเพื่อต้องการรู้ว่าเด็กเป็นหลานแท้ๆของตัวเอหรือเปล่า พ่อเด็กก็ตายไปแล้ว .... ขั้นตอนจริงๆใช้เวลาไม่นาน แต่ก่อนจะทำเราก็คุยกับปู่ย่าและแม่เด็กก่อน" เสียงดังมาจากด้านหลัง


"สวัสดีครับ/ค่ะอาจารย์"ทุกคนโค้งให้อาจารย์จงกลณีซึ่งยืนอยู่ด้านหลัง

"งั้นหนูขอตัวลงไปทำงานข้างล่างต่อนะคะอาจารย์" เจ้าหน้าที่ยกมือไหว้ก่อนจะเดินออกไปที่ลิฟท์เพื่อลงไปชั้นสอง ... ที่จริงตามใบตารางเรียนหน้าที่ชั้นนี้คือหน้าที่สอนของอาจารย์จงกลณี แต่เมื่ออาจารย์ไม่ว่างเจ้าหน้าที่จึงต้องพามาดูก่อน ... เมื่อเจ้าหน้าที่เดินไปแล้วอาจารย์ก็หันมาสนใจที่ป้ายที่ปิดผนังต่อ

"กรณีนี้ถ้าเราทำหน้าที่นักวิทยาศาสตร์อย่างเดียว เราก็แค่ทำลายพิมพ์DNAแล้วแปลผลให้ไป แต่ในฐานะแพทย์ สิ่งที่เราทำต้องมากกว่านั้น" อาจารย์กล่าว "ก่อนจะทำลายพิมพ์นี้ก็ได้มีการส่งปรึกษาจิตแพทย์ มีการพูดคุย จนเราได้ทราบว่าจริงๆแล้วปู่กับย่าเด้กไม่มีปัยหาอะไรเลยไม่ว่าเด้กจะเป็นหลานแท้ๆหรือไม่ เพราะได้เลี้ยงดูมาหลายปีแล้ว ... แต่ต้องการตรวจเพื่อผลประโยชน์ของเด็กในอนาคตเพราะว่าหากปู่กับย่าของเด็กเกิดตายไปจะได้ไม่เกิดการแย่งมรดกกัน .... เมื่อลองถามไปว่าหากผลออกมาแล้วไม่ใช่หลานแท้ๆจะทำอย่างไร ปู่กับย่าเค้าก็บอกว่าถ้าไม่ใช่ก็จะแบ่งสมบัติให้แม่เด็กไปก่อนเลยเพ