หมอแมว View my profile

กริ๊งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แกร็ก

"สวัสดีครับ" วศินยกหูโทรศัพท์บ้านขึ้น "อ้อ มนัส ไง สบายดีไหม" 

มนัสคือเพื่อนสมัยมัธยมปลายของวศิน เจอกันครั้งสุดท้ายก็เมื่องานเลี้ยงรุ่นเมื่อปีที่แล้วนี่เอง ตอนที่เจอกันเห็นว่ามนัสเป็นเซลล์ขายอะไรสักอย่างหนึ่ง

"ได้ยินว่าตอนนี้นายเรียนหมออยู่ใช่ไหมสิน" เพื่อนม.ปลายกล่าว "พอดีที่บริษัทเราจัดสัมนาเกี่ยวกับสุขภาพ อยากจะชวนนายไปฟังด้วยน่ะ"

"อือ สุขภาพเหรอ .... เกี่ยวกับอะไรล่ะ " วศินถามอย่างชั่งใจ เพราะวันๆนึงก็เรียนเยอะอยู่แล้ว เขาอยากจะผ่านๆเรื่องที่เกี่ยวกับการแพทย์ไว้บ้าง

" เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพตามวิถีธรรมชาติน่ะ" มนัสบอก "งานเริ่ม 8 โมงเช้าพรุ่งนี้ ที่........... "มนัสบอกชื่อร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านสี่พระยา

 

วศินนึกในใจเกี่ยวกับงานที่จะจัดนี้ ก็ดีเหมือนกันที่มนัสชวน เพราะว่านอกจากตอนเลี้ยงรุ่นพวกเขาไม่ได้เจอกันเลย มาครั้งนี้จะได้ไปคุยกันต่อ

วศินแว้บมาในใจนิดนึงว่าจะเป็นการขายตรงหรือเปล่า แต่ไม่หรอก ... ขายตรงน่ะส่วนใหญ่ต้องบอกว่าจะชวนไปทานข้าว แล้วจากนั้นพาเข้าประชุม .... ไม่มีขายตรงคนไหนHard Sell ขนาดมาชวนเข้าประชุมแบบนี้หรอก

วศินตอบตกลง

 

 เช้าวันต่อมา

วศินไปถึงที่หมายเวลา 7 โมง 45นาที โดยมนัสรออยูที่หน้าห้องอาหารอยู่แล้ว

"เป็นไงบ้าง สบายดีไหม"  มนัสทัก " อ้วนขึ้นนี่หว่า "

" แล้วนายเป็นไงมั่ง ขยันนี่หว่าทำงานวันหยุดด้วย" วศินตอบพลางมองไปรอบๆ มีคนจำนวนพอสมควรอยู่ในห้องอาหารกะด้วยสายตาไม่น่าจะต่ำกว่าร้อยคน วศินเดินตามเพื่อนเก่าเข้าไปในงาน เหลือบดูภาพที่จัดแสดงไว้แล้วเอะใจเล็กน้อย

ทำไมบรรยายเรื่องการดูแลสุขภาพ แต่มีรูปผลึกน้ำแข็งติดเต็มไปหมด?

"นายนั่งตรงนี้ก่อนแล้วกัน อาจารย์มาแล้ว" มนัสเลื่อนเก้าอี้แถวหน้าสุดให้วศินนั่ง ก่อนจะเดินไปที่โพเดียมแล้วยกมือไหว้ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีน้ำเงิน

 และแล้ว

มัน

ก็

เริ่ม

ขึ้น

 

ขายตรงจริงๆด้วย

ไฟในห้องหรี่ลงแล้วฉากก็เลื่อนลงมา ชายคนดังกล่าวซึ่งแนะนำตัวเองว่าเป็น'ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโมเลกุลน้ำ'เริ่มบรรยายสิ่งที่เห็นในพาวเวอร์พอยท์ ... เขาบรรยายตั้งแต่เรื่องของโมเลกุลน้ำปกติ สิ่งแวดล้อมและสารเคมีที่เข้ามาแทรกในชีวิตประจำวัน กล่าวถึงผลึกของน้ำที่ได้รับการวิจัยมาจากประเทศญี่ปุ่น

การบรรยายเป็นไปเรื่อยๆอย่างเชื่องช้า วศินแอบมองคนรอบข้างที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ส่วนมากนั่งฟังอย่างตั้งใจซึ่งเป็นเพราะการพูดที่ชวนฟังของผู้บรรยาย ประกอบกับความน่าเชื่อถือที่มีการอ้างอิงเอกสารงานวิจัยจากต่างประเทศมา

"เครื่องมือของเราประกอบไปด้วยหินทัวร์มารีนผลึกพิเศษประกอบกันเป็นทรงหกเหลี่ยม ซึ่งทราบกันดีว่ามีความสามารถในการทำให้น้ำบริสุทธิ์ หินตัวนี้จะถูกกระตุ้นด้วยวงจรไฟฟ้าชนิดพิเศษที่จะกระตุ้นเร้าหินมูนสโตน ให้เร่งปฏิกริยาพลังงาน ปรับเปลี่ยนโมเลกุลของน้ำให้กลายเป็นทรงเก้าเหลี่ยม"

 ผู้บรรยายชี้ไปที่แผนผังของภาพ จากนั้นก็เปลี่ยนไปสไลด์ถัดไป

"น้ำที่ได้ออกมา มีฤทธิ์สามารถรักษาโรคได้สารพัดโรค ไม่ว่าจะเป็นเกาท์ ไขข้อ ความดันสูง ไขมันสูง หัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต เบาหวาน" ผู้บรรยายเล่าต่อ " บางคนที่ตอบสนองไม่ดี ก็อาจจะช้าหน่อยเป็นเดือนจึงจะเห็นผล แต่บางรายบางโรคอาจจะเห็นผลได้ในเวลาไม่กี่นาที

เสียงดังพึมพัมดังขึ้นทั่วห้องทันที เพราะคำกล่าวอ้างที่ว่ามันดูเหลือเชื่อเกินไป

"เดี๋ยวๆๆ พูดอย่างนี้เว่อร์ไปหรือเปล่า" ชายสูงวัยในชุดสีแดงร้องมาจากที่นั่ง ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียวโดยเฉพาะที่มือของชายคนนี้ซึ่งดูหงิกงอผิดแปลกจากธรรมดา 

"ไม่หรอกครับ ที่ผ่านมาผมไปพูดมาหลายที่ " ผู้บรรยายเปลี่ยนสไลด์เป็นภาพคนที่ยิ้มแย้มถือเครื่องกรองน้ำตัวนี้ "หลายๆแห่งมีสิ่งที่บางคนเรียกว่ามหัศจรรย์เกิดขึ้น ... แต่สิ่งนั้นที่จริงแล้วเป็นวิทยาศาสตร์ "

"วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ ถ้าหากมีใครในที่นี้อยากพิสูจน์ก็ได้ครับ ผมจะสาธิตให้ดูโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย" ผู้บรรยายกล่าว " เพื่อไม่ให้มีข้อครหาว่ามีการเตี๊ยมกันมาก่อน ผมอยากหาคนที่มาเป็นสักขีพยานหน่อยนึง ไม่ทราบว่ามีใครในนี้ที่เป็นหมอหรือพยาบาลไหมครับ"

 

ทุกคนนิ่งเงียบหันมองไปมา รวมทั้งวศิน 

"อาจารย์ครับ บังเอิญจริงๆว่าวันนี้เพื่อนผมที่เป็นนักศึกษาแพทย์แวะมาพอดี ผมว่าเราเชิญเขามาเป็นสักขีพยานก็ได้ครับ" มนัสพูด 

"อ้อ ดีเลย" อาจารย์ทางด้านโมเลกุลน้ำหันมาทางวศินก่อนจะเดินมาแล้วส่งไมค์ให้ "เพื่อนของมนัสเหรอ งั้นดีเลย เชิญครับ เชิญ เชิญ แนะนำตัวหน่อยว่าคุณเรียนที่ไหน" 

 

วศินรับรู้ได้ถึงสิ่งไม่ชอบมาพากลในห้องนี้แล้ว สมองคิดทุกอย่างอย่างรวดเร็วที่สุด  ... ตอนนี้ไมค์มาถึงหน้าแล้ว

"ผมว่าไม่เหมาะหรอกครับ ผมเป็นเพื่อนกับมนัสที่เป็นลูกน้องของอาจารย์ แล้วอาจารย์ก็กำลังขายของ" วศินตอบด้วยน้ำเสียงที่กระด้างเล็กน้อยพอที่จะให้คนในห้องนั้นรู้สึก " ดังนั้นผมเชื่อว่าการให้ผมเป็นสักขีพยานย่อมไม่น่าเชื่อถือ" 

เสียงคนในห้องนั้นพึมพัมขึ้นอีกครั้ง แนวโน้มไปในทางที่เห็นด้วย

"พ่อหนุ่มเรียนที่ไหนล่ะ"  ชายชุดแดงร้องถาม มือข้างขวาที่หงิกเบี้ยวยกชี้มาทางวศิน

"เพื่อนผมเรียนที่โรงพยาบาล .......  ครับ" มนัสตอบชื่อสถาบันที่วศินเรียนอยู่ในทันที และทันทีที่ชื่อสถาบันหลุดออกไป ผู้สูงอายุบางคนก็พยักหน้าในเชิงเชื่อใจเห็นด้วย

"งั้นผมก็เชื่อใจ ผมไม่เชื่อหรอกว่าหมอที่เรียนที่นี่จะมาเป็นหน้าม้าให้ขายตรง" ชายในชุดแดงกล่าว " ขอแค่ไปเช็คให้นิดนึงแล้วกันว่าเครื่องกรองน้ำที่ว่าไม่ได้ใส่ยากระตุ้นหรือยาอียาม้่า ไม่ใช่ว่ากินไปแล้วกระชุ่มกระชวยจริงแต่ดันผสมยาอะไรลงไป"

"งั้นผมขออาสาสมัครเลยแล้วกัน ใครอยากจะลองดูช่วยยกมือขึ้นหน่อยครับ" อาจารย์คนนั้นถาม .... มีคนยกมือเพียงห้าคนซึ่งก็ถูกชี้ให้ขึ้นมาทั้งหมด  "เดี๋ยวเชิญคุณวศินไปตรวจเครื่องแล้วกันครับว่าปลอดภัยไม่มียาหรืออะไรเจือปนอยู่"

คนแก่ที่อยู่รอบๆเชียร์ให้วศินขึ้นไปตรวจสอบ หลายคนทำท่าไม่เชื่อใจการขายสินค้าตัวนี้และอยากให้มีการพิสูจน์ 

และนักศึกษาแพทย์หนุ่มก็รู้สึกว่าต่อจากนี้ต้องมีอะำไรบางอย่างแอบแฝงแน่ๆ

 

วศินเดินขึ้นไปที่เวทีซึ่งมนัสกำลังเปิดฝาให้ทุกคนในห้องประชุมดูส่วนประกอบภายใน  วศินจ้องตาเพื่อนเก่าอย่างไม่พอใจ ... แต่ตอนนี้ความไม่พอใจมันคงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว วศินนั่งที่โต๊ะและรับเครื่องกรองน้ำจากมนัสมาดู ... ส่วนมนัสหลังจากส่งเครื่องให้แล้วก็รีบเดินไปประคองคนแก่ที่ดูเหมือนจะเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีกให้ขึ้นมาที่เวที

ในเครื่องก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย มีหินอยู่สองชนิดตามที่เห็นในรูปยึดอย่างหลวมๆไว้กับแกนพลาสติก มีแผงวงจรและสายไฟต่อเชื่อมกันไว้ และไส้กรองน้ำแบบผงถ่านที่จัดไว้แนบชิดกับก้อนหินทั้งสองชนิด ... ภายในไม่มียาหรือของแปลกปลอมอย่างอื่น

ชายหนุ่มดูอีกสักพักก่อนจะปิดฝาเครื่องแล้วยกไปตั้งไว้ที่โต๊ะตรงกลาง

"เราจะเริ่มการทดสอบกันเดี๋ยวนี้เลย" วิทยากรเสียบปลั๊กไฟ เครื่องมีไฟสีแดงกระพริบเป็นจังหวะและมีเสียงวี้แหลมขึ้นเบาๆ

"นี่คือเสียงของหินทัวร์มารีนที่ถูกกระตุ้น ซึ่งจากนี้ไปเราจะเปิดน้ำให้ไหลเข้านะครับ" 

น้ำไหลจากก๊อกน้ำเข้าท่อที่อยู่ด้านบน ก่อนที่จะไหลลงมาทางด้านล่างยังแก้วที่รองน้ำอยู่ ชายสูงอายุทั้ง 5 คนบนเวทีรับแก้วน้ำไปดื่มก่อนจะวางลง ... ชั่วอึดใจหนึ่งนั้นดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

"ไหนล่ะ ไม่เห็นมีอะไรเลย " ชายในชุดแดงกล่าวขึ้นเสียงดังด้วยใบหน้าเหมือนจะเยาะเย้ย "ที่แท้ก็พวกหลอกลวง" 

ว่าแล้วเขาก็เอามือข้างขวาทุบโต๊ะอย่างแรงจนทุกคนมอง .... และมอง .... และมอง .....

มือข้างขวานั้น ไม่หงิกแล้ว!!!!

หลายคนชี้ไปที่มือข้างนั้น ... จนเจ้าของมือยกมือขึ้นมาดูด้วยสีหน้าแปลกใจ ...ขณะเดียวกัน คนอื่นๆก็เริ่มแสดงท่าทีแปลกใจเช่นกัน

"ขาซ้ายผม ... เดินได้แล้ว" 

"มือผมหายสั่น " 

" ข้อเข่าผม ..... "

  เสียงฮือฮาดังขึ้นจากเบื้องล่าง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะว่าเมื่อสักครู่มีคนยกมืออาสาสมัครหลายคนและวิทยากรก็เรียกไปทั้งหมด ดังนั้นต่อให้มีหน้าม้าก็ไม่น่าจะหายทั้งหมดได้ ... เมื่อประกอบกับการที่วศินแสดงท่าทีไม่อยากตรวจสอบ คนชุดแดงที่แสดงท่าทีไม่เชื่อ ... และความน่าเชื่อถือของวิทยากร .......

 

ส่วนวศินคิดอีกแบบ

-- การอ้างตัวเขามาเป็นสักขีพยานโดยใช้ชื่อสถาบันไปค้ำประกันไว้ ทำให้น่าเชื่อถือในระดับนึง

-- การที่ชายชุดแดงขอให้วศินไปตรวจว่ามีการผสมยาอันตรายหรือไม่ ทำให้หลายคนกลัวจนไม่กล้ายกมือ

-- เมื่อคนอื่นไม่ยกมือ ก็จะเหลือแต่หน้าม้าทั้งห้าคนที่จะยกมืออาสา

 

แต่ตอนนี้อาจจะสายไปแล้ว เพราะว่ามันเป็นแค่ข้อสันนิษฐาน ... ซึ่งเขาไม่มีทางพิสูจน์ไ