หมอแมว View my profile

ตอนที่ 7

มันมีอะไรมากกว่านั้น 

 

เสร็จจากการเรียนรวมบนตึกผู้ป่วยแล้ว วศินก็เดินไปกับเพื่อนๆเพื่อไปกินอาหารกลางวัน ซึ่งวันนี้ต่างไปจากทุกวันตรงที่วันนี้คนส่วนใหญ่เกิดอยากจะไปกินที่โรงอาหารชั้น7ที่อยู่อีกตึกนึง

ที่โถงชั้นล่างมีทั้งนักศึกษาแพทย์อย่างวศินกับเพื่อนๆ และคนภายนอกซึ่งมักจะเป็นญาติผู้ป่วยมารอลิฟท์อยู่ ระหว่างรอลิฟท์นั้นเองวรรณก็ชวนคุยเรื่องคืนก่อนนั้น
"โกวิท เธอเขียนรายงานเมื่อคืนนี้เสร็จแล้วหรือยัง"
โกวิทส่ายหน้าแทนคำตอบปฏิเสธ  เขายังทำไม่เสร็จเพราะเคสที่ว่านี้คือเคสตอนเที่ยงคืน พอกลับถึงห้องก็พอดีเข้านอนเสียก่อน กะว่าจะเขียนตอนบ่ายนี้
"เคสอะไรเหรอ"นวลถาม มือทั้งสองข้างรวบผมยาวสลวยเข้าด้วยกัน
"เคสกินยาพารามา ล้างท้องไปสองลิตร แล้วก็ให้แนคแบบกินไป" วรรณตอบพอดีกับที่ลิฟท์เปิดออก ทุกคนจึงเดินเข้าไป
"ทีแรกก็เป็นโกวิทล้างท้อง" เธอพูดต่อ "แล้วพอล้างเสร็จชั้นต้องมานั่งฉีกซองแนคแล้วก็ละลายน้ำ จากนั้นก็ใส่กลับเข้าไปทางสาย ... คนไข้งี้อ้วกออกมา ชั้นก็ต้องมานั่งฉีกเพิ่มแล้วบังคับให้ดื่มแทน กว่าจะ........."

"อาทิตย์นี้มีหนังอะไรเข้ามั่งวะ"
ทุกคนในลิฟท์หันมามองทันที เพราะวศินพูดโพล่งขึ้นมาด้วยเสียงที่ดังและขัดการพูดของเพื่อนอีกคน
"กลับไปที่หอแล้วเดี๋ยวเราไปดูให้แล้วกัน" สุรศักดิ์พูด "เมื่อวานอ่านหนังสือพิมพ์ที่ใต้หอ คลับคล้ายว่ามีหนังเข้าใหม่"

ลิฟท์เปิดออกพอดี ทุกคนเดินออกมาแล้วเลี้ยวขวาไปยังห้องอาหาร นวลกับวรรณแยกไปกันสองคนโดยไม่รอ
"มีอะไรหรือเปล่าวศิน ทำไมจู่ๆไปพูดขัดเจ๊แกยังงั้นวะ" โกวิทถาม "ดูโน่น เจ๊แกงอนตุ๊บป่องอืดไปโน่นแล้ว"

วศินส่ายหน้า ... แล้วจู่ๆก็มีมือหนาๆข้างหนึ่งตบลงที่บ่าของวศิน
"ดีมากน้อง" 
วศินหันหน้าไปมอง จากแถบเขียวที่อยู่ตรงกระเป๋าทำให้รู้ว่าเป็นรุ่นพี่แพทย์ประจำบ้าน ... วศินยังไม่ทันได้พูดอะไรพี่ก็เดินจากไป
" ดีอะไรวะ "โกวิทพูดงงๆ "นายรู้จักพี่คนนั้นเหรอ"
"นั่นน่ะพี่เดนท์ศัลย์" สุรศักดิ์พูด " เอาเหอะวศิน ดีแล้วแหละ ตอนแรกเราก็ขัดหูอยู่เหมือนกันแต่ไม่กล้าท้วงว่ะ เดี๋ยวโดนหาว่าไปฉีกหน้า .... เอาเหอะไปกินข้าวกัน"
ว่าแล้วสุรศักดิ์ก็ตบบ่าแพื่อนทั้งสองแล้วก็เดินเข้าไปพร้อมกัน
                          
. . . . .

"คืนนี้เราอยู่เวรที่ตึกนะ" วศินบอกระหว่างที่เดินออกจากร้านอาหาร "นายสองคนนั่งอ่านหนังสือกันไปเลยไม่ต้องรอเรา"
หลังจากนั้นวศินก็กลับไปที่ตึกผู้ป่วยเพื่อจัดการรายงานผู้ป่วยต่อ เมื่อถึงเวลา 4 โมงเย็นเขาก็ไปรายงานตัวกับพี่แพทย์ประจำบ้านจิตเวชศาสตร์ที่ประจำเวรคืนนั้น
เวรที่ตึกนี้ไม่ได้มีอะไรมากนัก เพราะว่านักศึกษาพทย์ชั้นปีที่6จะมีหน้าที่นอนในห้องพักแพทย์เวร และออกมาเมื่อมีเคสที่เกิดอาการผิดปกติ หน้าที่ของexternที่อยู่เวรก็คือการประเมินผู้ป่วยที่เกิดอาการผิดปกติและรายงานให้แพทย์ประจำบ้านทราบ 
เพราะว่าที่ผ่านมาเกือบสองสัปดาห์แทบจะไม่มีการตามนักศึกษาแพทย์ในเวรเลยความน่ากลัวของที่นี่จึงไม่ใช่เรื่องเคสผู้ป่วย หากแต่เป็นเรื่องความวังเวงของห้องพัก ที่เมื่อมองไปรอบด้านแล้วเป็นห้องทึมๆที่เงียบสงัดน่าอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากที่รายงานตัวที่เคาน์เตอร์พยาบาลแล้ว เขาก็เดินเข้าไปที่ห้องพัก วศินจัดการเรื่องที่นอนจนเรียบร้อยแล้ว เขาเอาหมอนและผ้าห่มวางไว้ที่ปลายโซฟาแล้วก็เดินสำรวจไปที่ข้างหลังผ้าม่าน
หลังผ้าม่านไม่มีอะไร ... หลังเครื่องปรับอากาศล่ะ
เครื่องปรับอากาศก็ไม่มีอะไร
วศินนั่งอ่านหนังสือที่โซฟา เปิดอ่านไปทีละหน้า ทีละหน้า เสียงนาฬิกาที่ผนังดังเป็นจังหวะช้าๆ

เวลาผ่านไปเท่าไหร่ไม่รู้ วศินปิดหนังสือแล้วเดินไปที่ประตูแง้มผ้าม่านที่กระจกประตูเพื่อดูไปที่ข้างนอก ด้านซ้ายคือส่วนที่ผู้ป่วยนอนอยู่ มีลานตรงกลางที่มีโซฟาวางระเกะระกะ มีเคาน์เตอร์พยาบาลคั่นไว้ ส่วนทางด้านขวาซึ่งเป็นทางออกจากหอผู้ป่วย วศินเห็นประตูกระจกที่มีเก้าอี้วางขวางไว้หนึ่งตัว และมียามของโรงพยาบาลนั่งตระหง่านอยู่
ก่อนหน้านี้เขาไปคุยกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่นั่งตรงนั้นแล้ว ได้ความว่าเมื่อก่อนนี้จะมีผู้ป่วยบางรายที่หนีออกมาได้ก็จะวิ่งพุ่งตรงไปที่ประตูและลงบันไดได้เลย ส่วนการปิดประตู ก็เสี่ยงที่จะทำให้ผู้ป่วยวิ่งพุ่งชนกระจก ดังนั้นการจัดการกับปัญหานี้ก็คือ การให้ยามตั้งเก้าอี้ไว้ตรงกลางทางออก หากผู้ป่วยจะวิ่งฝ่าออกไปก็จะได้จับตัวไว้ได้ทันที

วศินเดินกลับมาที่โซฟาและนั่งอ่านหนังสือต่อ เสียงพยาบาลเปลี่ยนเวรข้างนอกดังขึ้นครู่หนึ่งบอกเวลาห้าทุ่ม ... หลังจากนั้นวศินก็เตรียมเข้านอน

ปัง ปัง ปัง
วศินเงยหน้าขึ้น
ปัง ปัง ปัง
"น้องๆ มาดูคนไข้หน่อย" เสียงพี่พยาบาลดังมาจากหน้าประตู
วศินเดินไปที่ประตูที่ล๊อคอยู่ ที่จริงถ้าเป็นตึกอื่น ห้องพักแพทย์จะไม่ได้ล๊อค จะมีเพียงตึกผู้ป่วยจิตเวชนี้เท่านั้นที่ห้องพักแพทย์จะต้องล๊อคเอาไว้ ... วศินเดินออกไปที่เคาน์เตอร์พยาบาลเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
"คนไข้ชายอายุ50ปี เป็นSchizophrenia ตอนนี้ปรับยาอยู่ในโรงพยาบาลไม่มีอาการอาละวาดโวยวายมาประมาณ 1 เดือนแล้ว" พี่พยาบาลเล่าประวัติให้ฟังคร่าวๆ" จนเมื่อคืนนี้เริ่มมีอาการขึ้นมาอีกครั้ง แพทย์เวรที่อยู่คืนก่อนหน้านี้ตรวจแล้วให้เพิ่มยาระงับประสาทไป เช้านี้ก็อาการปกติดี เริ่มมามีอาการเมื่อตอนดึกๆนี้อีกครั้ง"
"คนไข้มีโรคประจำตัวอะไรไหมครับ" วศินถาม
"เป็นเบาหวานอยู่" พยาบาลตอบและพลิกไปหน้าอื่น "แต่เค้ามีเจาะน้ำตาลอยู่แล้ว ช่วงนี้คนไข้เค้าปรับระดับน้ำตาลได้ไม่ค่อยดีนิดนึง จะอยู่ที่ประมาณ 160 ไม่เคยเจาะได้น้ำตาลต่ำเลยในช่วงที่มาอยู่ที่นี่"

วศินพลิกดูแฟ้มผู้ป่วย เมื่อคืนนี้เป็นเวรของนวล มีการเขียนไว้เรื่องเบาหวานเหมือนกันว่าไม่สงสัยจากการที่น้ำตาลปกติมาเป็นเวลานาน ซึ่งรายงานให้พี่แพทย์ประจำบ้านทราบและก็มีคำสั่งให้ฉีดยาระงับประสาท
แล้วคนไข้เป็นอะไรล่ะ ?
วศินมองไปทางผู้ป่วย ก็มีอาการโวยวายและด่าพยาบาลอยู่ มียามซึ่งถูกตามมาเสริมอีกคนนึงคอยคุมเชิงอยู่ รวมแล้วมีคน
"เจาะน้ำตาลก่อนแล้วกันครับพี่" วศินบอก หลังจากนั้นก็เดินไปดู ... ทีแรกก็เกือบจะต้องช่วยกันจับแล้ว แต่พยาบาลที่ประจำตรงนั้นก็เข้าไปคุยกับผู้ป่วยโดยบอกว่าจะขอเจาะน้ำตาล ... อธิบายให้ฟังว่าอาการที่เป็นตอนนี้อาจจะเป็นจากน้ำตาลต่ำก็ได้
ผู้ป่วยที่มีท่าทีสับสนอยู่สงบงงเล็กน้อยและก็ยอมให้เจาะแต่โดยดี  ... ผลที่ได้ออกมาคือ

Lo

Lo คือค่าระดับน้ำตาลที่ต่ำจนเครื่องวัดค่าที่แน่นอนไม่ได้ ถ้าประกอบกับอาการทางสติที่เปลี่ยนแปลงไป ตัวนี้เป็นตัวบอกว่าเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำลงซึ่งก่ออาการทางสมองได้
"ให้น้ำหวานสักสองแก้วก่อนแล้วกันครับ" วศินบอกพี่พยาบาลที่เคาน์เตอร์ให้ช่วยชงน้ำกลูโคสแล้วส่งให้ผู้ป่วยซึ่งรับไปดื่มแต่โดยดี เวลาผ่านไปสักสิบนาทีก่อนที่ผู้ป่วยจะหยุดทำท่ามึนงงก่อนจะเอ่ยปากออกมา
"หมอช่วยเจาะน้ำตาลดูอีกทีหน่อย" เขาบอก "ตอนนี้ผมรู้สึกดีขึ้นแล้ว"
ผลน้ำตาลปลายนิ้วครั้งนี้ได้ 177  วศินจึงขอให้ผู้ป่วยกินอาหารว่างเป็นขนมปัง(ซึ่งวศินซื้อมาแล้วกะว่าจะกินเป็นอาหารมื้อดึก) และดื่มน้ำหวานธรรมดาอีกแก้วหนึ่งก่อนไปนอน จากนั้นวศินจึงโทรรายงานพี่แพทย์ประจำบ้านอีกครั้งหนึ่งซึ่งพี่ก็ไม่ได้ว่าอะไร
หลังจากนั้นทั้งคืนก็ไม่มีอะไรผิดปกติอีก วศินหลับยาวจนถึงเช้า

"นายรู้ได้ไงว่าเป็นจากน้ำตาลต่ำ" โกวิทถามในเช้ารุ่งขึ้นหลังจากราวน์ผู้ป่วยเสร็จ และมีการนำเคสนี้มาพูดคุยเรื่องการจัดการผู้ป่วยเมื่อคืนนี้  " เห็นที่พยาบาลบันทึกไว้ อาการผู้ป่วยเมื่อคืนเหมือนกับอาการโรคเดิมที่เป็นอยู่เลยนี่นา"
"เราก็ไม่รู้เหมือนกัน" วศินตอบตามตรง ... เมื่อคืนนี้เขาแค่คิดว่าถ้าอาการปกติมาตั้งเดือนนึง ก็น่าจะมีอะไรบางอย่างไปกระตุ้นเท่านั้น ที่จริงจากประวัติเดิมของผู้ป่วยที่ไม่เคยมีน้ำตาลต่ำทำให้เขาเขวไปเสียด้วยซ้ำ
"แต่ก็ดีแล้วแหละ เพราะว่าที่จริงหลักการดูผู้ป่วยที่มีการรู้สึกตัวผิดปกติโดยเฉพาะที่เป็นเบาหวาน ก็ต้องตรวจระดับน้ำตาล" สุรศักดิ์เสริม  "ถ้าเราไปมองว่าผู้ป่วยเป็นโรคทางจิตเวชเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจโรคทางกายก็อาจจะหลุดได้"

...ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่เขาจะจำเอาไว้

 

 

 

***************************

ปล. สำหรับนักศึกษาแพทย์ที่หลงเข้ามาอ่าน กด CTRL + A
ปอ. สำหรับคนที่อ่านแล้วงงในท่อนแรกว่า เพราะอะไรรุ่นพี่resident 3 จึงตบบ่าแล้วชมวศิน กด CTRL + A

นักศึกษาแพทย์ไม่ควรเอาข้อมูลหรือเรื่องของผู้ป่วยไปพูดคุยตามทางเดิน

Comment

Comment:

Tweet

bzwmazff pnfifyzw hczwwlxd

#38 By ajEEYIfekU (94.102.49.213) on 2009-08-14 22:35

cqeabjhs edleedky mafmxxxp

#37 By USmraEmNfnGdDcmK (94.102.49.213) on 2009-08-14 21:10

qemthiwk rmgupiwd fmmccaoh

#36 By hPvzTFoYHNDwuU (94.102.49.213) on 2009-08-14 19:42

mnxfwbsp yvkvhihq ibnevmri

#35 By xYpMPBiLlJrETYAUNKI (94.102.49.213) on 2009-08-14 18:15

stninpjq ffsyschp ydndmzll

#34 By kBrUtgQNqUMHfJMgRV (94.102.49.213) on 2009-08-14 16:51

lmmgqwbj bilvmbzh mzqmcfmp

#33 By WEdSDbZRORofPNbgxpY (94.102.49.213) on 2009-08-14 14:04

oowxmubs fmtcrlme gyqjfelx

#32 By COpzWAKo (89.248.172.50) on 2009-08-10 00:09

hhxorxeq oziehcst cdwfgdgo

#31 By fFeFzGQeSnmnpik (89.248.172.50) on 2009-08-09 22:45

bomieewq satptgku uwkdrqhu

#30 By rGKxpEJMtdGHnyLWHZ (89.248.172.50) on 2009-08-09 21:20

deoxwnln tzflytxz ffutwcio

#29 By YLVFHaVKBiijvZxqaY (89.248.172.50) on 2009-08-09 19:54

rzxgeyjb dehmqcxt qtwswoxm

#28 By dJkykrrWfWUHur (95.169.190.71) on 2009-08-01 11:49

aampfelk drsldirr lhfzurkg

#27 By dojLunZdCiRaXdngpig (95.169.190.71) on 2009-08-01 10:28

hzqltizh hubmnfkx dmyqwtgx

#26 By ZYOEzHHxcrKLiqnugo (95.169.190.71) on 2009-07-31 18:47

vsnqublv ppsnmhdn zlvrnfpz

#25 By mwdxLhYxjcEj (95.169.190.71) on 2009-07-31 17:58

qpttmira bdlutcvp wytcfvuh

#24 By rGeBXHYmliYPjEC (95.169.190.71) on 2009-07-31 17:06

naahxbux pkamzdlv hwjynpmb

#18 By yQcnkSwgkzDEqBeT (94.102.49.213) on 2009-07-25 16:44

LtBAZh mpzoabwu vyocalkn piqkmnud

#17 By iJzScYzEhyOr (89.248.172.50) on 2009-07-21 06:57

ก็จรรยาบรรณแพทย์นี่นะ Hot! Hot!

ถึงกับขนาดเกิดอาการหลอนเลย
น่ากลัวนะเนี่ย sad smile

#16 By [B]luefat[E] on 2009-04-18 02:40

สมัยที่ขึ้นชั้นคลินิกใหม่ๆ...เรื่องการนำเคสคนไข้มาถกในที่สาธารณะอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์นี่...ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่จริงๆครับ

จะด้วยความคึกคะนอง ความเห่อเสื้อกาวน์ ความไม่รู้ หรืออะไรก็แล้วแต่ มามองย้อนไปตอนนี้ ผมก็อดใจหายกับตัวเองและเพื่อนๆไม่ได้ว่า เคยทำเรื่องไม่เข้าท่าไปไม่น้อยเหมือนกัน จะในลิฟท์ก็ดี ในร้านอาหารก็ดี ตามทางเดินก็ดี...กว่าจะมีพี่ๆมาตบเกรียนให้ถึงบางอ้อได้ ก็ปาไปเกือบจบปีสี่แล้ว


มาถึงตอนนี้ เลยพยายามพลิกบทบาท ไปอบรมน้องๆที่เพิ่งมารับบทคึกคะนองแทนพวกผมอีกต่อนึงครับ confused smile

ขันน้ำ ดอกมะลิ ปืนฉีดน้ำ

#15 By Zieghart on 2009-04-18 00:40

โอ่ว...
มันมีอะไรมากกว่านั้นจริงๆด้วย :DHot!

#14 By sage_nu on 2009-04-17 23:30

Hot! Hot!

เป็นหมอนี่ไม่ง่ายเลยนะเนี่ย
ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ

#13 By myjevil on 2009-04-17 20:19

นศพ.... พิมพ์ผิดครับ sad smile

#12 By Joe H. Potter on 2009-04-17 18:34

Hot!

จรรยาบรรณนี่ ต้องรวม นศฑ ด้วยสินะ ขันน้ำ ขันน้ำ

#11 By Joe H. Potter on 2009-04-17 18:33

เพื่อนๆที่คณะก็ชอบทำกันค่ะ
เรื่องคุยกันตามทางเดินเนี่ย
แต่ไม่สามารถห้ามได้ เพราะส่วนมากไม่ฟังใครเลย
เสียดายที่พวกเขาไม่ได้สอบความถนัดแพทย์ = ="

Hot!

#10 By zyronoz on 2009-04-17 16:36

ผมก็นึกว่า กำลังจะไปกินข้าว แล้วมาพูดเรื่องอ้วกๆเดี๋ยวจะกินไม่ลง เลยขัดขึ้นมาsad smile

#9 By natt_han on 2009-04-17 16:12

Hot! Hot! Hot!
อืมๆ เก็ตเลยครับ
Hot!
ตายแล้ว
นอนๆ อยู่พ่อเราจะลุกขึ้นมาอาละวาดมั้ยเนี่ยsad smile
เบาหวานเหมือนกัน

บรรทัดสุดท้ายนี่เข้าใจเลยHot!

#7 By namnampai on 2009-04-17 14:25

ถ้าเราไปมองว่าผู้ป่วยเป็นโรคทางจิตเวชเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจโรคทางกายก็อาจจะหลุดได้Hot!

#6 By TaLgY on 2009-04-17 13:52

Hot! Hot! Hot!

จรรยาบรรณแพทย์สินะbig smile

#5 By B-rz on 2009-04-17 13:14

เป็นอย่างนี้นี่เอง big smile

#4 By นักรบ on 2009-04-17 05:14

บรรทัดสุดท้าย อ่านแล้วเก็ทโดยฉับพลันเลยค่ะ
เป็นเรื่องของจรรยาบรรณแพทย์นี่เอง big smile

#3 By Rio ▪ Łollidзllą ♥ on 2009-04-17 01:45

ชอบใจ หลังจากกด Ctrl + A ครับHot!
อะโหน่
เบาหวานทำคนเป็นบ้า
- -Hot! ขันน้ำ

#1 By ลิงหกกะล้ม on 2009-04-17 01:24

Recommend