ทำไงดีคะพี่ หนูถูกเข็มตำ (Side story)
posted on 24 Mar 2009 21:07 by mor-maew in ShortStory"อุ๊ย" เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกับแต้มสีแดงที่ปรากฎขึ้นบนนิ้วกลาง หญิงสาวเค้นเลือดออกมาก่อนที่จะกวาดสายตามองไปที่ต้นเหตุ เข็มฉีดยาอันเล็กที่วางอยู่บนผ้าปูเตียงของผู้ป่วยนั่นเองที่ตำเข้าไปที่นิ้วของเธอ
"ตายแล้ว โดนอะไรเนี่ย" เสียงร้องดังขึ้นทางเบื้องหลัง "ทำไมซุ่มซ่ามอย่างนี้ ไปล้างมือเร็ว"
เกศเดินไปที่อ่างล้างมือและล้างมือโดยไว ความเจ็บแปลบปลาบเกิดขึ้นที่ปลายนิ้วพร้อมกันกับความรู้สึกไม่สบายใจเนื่องจากเข็มที่ตำนิ้วเมื่อครู่คือเข็มที่ใช้งานมาแล้วและยังเห็นเลือดของผู้ป่วยที่ติดอยู่ภายในหลอดฉีดยา ในใจของนักศึกษาพยาบาลสาวกำลังทบทวนสิ่งที่เคยมีแพทย์ท่านนึงพูดไว้ก่อนจะขึ้นฝึก เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติตนเมื่อถูกเข็มตำระหว่างปฏิบัติงาน
"ทีหลังวางเข็มก็ระัวังหน่อยนะ อาจารย์ไม่ได้สอนหรือไงว่าเก็บเข็มต้องใช้มือเดียว" พี่พยาบาลห้องฉุกเฉินกล่าวพร้อมกันกับเขียนอะไรบางอย่างลงไปตารางรายชื่อนักศึกษาพยาบาลในมือ
"แต่พี่คะ หนูไม่ได้ฉีดยาคนไข้นะคะ หนูไปวัดความดันคนไข้เฉยๆ เข็มนั่นวางอยู่ตรงนั้......"
"พอๆ ไปทำงานต่อได้แล้ว เธอลงความดันแล้วรึยัง" พี่โบกมือไล่ เกศเดินออกมาได้ครู่นึงก่อนที่จะนึกขึ้นได้
"พี่คะ คนไข้คนเมื่อกี้มีผลเลือดอะไรผิดปกติหรือเปล่าคะ"
"ไม่นี่ ... ทำไมเหรอ" พี่พยาบาลตอบ ก่อนจะนึกขึ้นได้ "โอ้ย คิดมากน่าคนไข้อายุตั้งขนาดนั้นแล้วจะไปมีโรคอะไรแบบนั้นได้ยังไง ... เธอไปล้างมือแล้วบีับเลือดออกเยอะๆก็พอแล้ว"
เกศถอยออกมาอย่างรวดเร็ว เพื่อนๆที่ทำงานอยู่บางคนหันมามองการสนทนาระหว่างเธอและรุ่นพี่ก่อนจะหันกลับไปทำงานของตนต่อ
นักศึกษาพยาบาลสาวลังเลอยู่ว่าจะกลับไปคุยกับพี่ใหม่อีกครั้งดีไหม เพราะเธอจำได้ว่าก่อนจะมาฝึกตรงนี้ อาจารย์หมอสั่งกำชับไว้ว่าหากโดนเข็มตำหรือเลือดเข้าตา ต้องรายงานทุกครั้งไป อย่าไว้วางใจว่าคนไข้ดูปกติแล้วจะไม่มีอะไร
แต่เธอจะกลับไปคุยกับพี่ได้หรือ เธอไม่อยากขัดใจกับพี่พยาบาลพี่เลี้ยงนักศึกษาประจำห้องฉุกเฉิน เพราะเมื่อฝึกที่จุดนี้เสร็จ พี่คนนี้ต้องเป็นคนที่ให้คะแนนเธอ
เกศคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วเลื่อนหาเบอร์
* * * * *
"สวัสดีครับ" เสียงชายหนุ่มจากปลายสายอีกข้างนึงดังเข้ามา
"พี่วศิน นี่เกศเองนะ ... ปรึกษาอะไรหน่อยสิ" เกศตอบก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง
"คนไข้เค้าอายุ 85 เป็นอัมพฤกษ์ขยับตัวได้บ้าง วันนี้เค้ามาทำแผลตามปกติ .... เกศถามพี่แล้วพี่เค้าบอกว่าล้างมือเยอะๆก็พอแล้ว แต่เกศไม่สบายใจน่ะ"
วศินเข้าใจได้ว่าทำไมเกศจึงพูดแบบนั้น เพราะว่าความที่เป็นนักศึกษาพยาบาล ปกติจะกลัวเกรงรุ่นพี่ค่อนข้างมาก แต่เรื่องที่เกิดขึ้นก็น่ากลัวพอที่จะเอาชนะความกลัวรุ่นพี่ได้ ... เพราะยุคนี้สมัยนี้ใครจะรู้ว่าคนไข้คนไหนมีเชื้อเอชไอวีหรือไม่ ... ในโรงพยาบาลแต่ละแห่งก็จะมีแนวทางปฏิบัติเมื่อบุคลากรทางการแพทย์ถูกเข็มตำในการขอผู้ป่วยเจาะเลือดและแนวทางในการให้ยาต้านไวรัสเอชไอวี
"เกศรู้ไหมว่าห้องพี่หัวหน้าพยาบาลอยู่ตรงไหน" วศินถาม
"รู้ค่ะ เมื่อกี้เกศเพิ่งเดินผ่าน พี่เค้านั่งทำงานอยู่ข้างใน" เกศตอบ
"งั้นเกศเดินเข้าไปแล้วไปขอใบรายงานการเกิดอุบัติเหตุทางการแพทย์" วศินตอบ "ขอไปเลย ยังไม่ต้องไปเล่าอะไรปล่อยให้พี่เค้าถามเอง" วศินชิงบอกก่อนเนื่องจากรู้ว่าเกศเกรงใจรุ่นพีกลัวเค้าจะมองว่าเป็นการฟ้อง
อันที่จริงแล้ว เรื่องอุบัติเหตุทางการแพทย์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอและไม่ได้เป็นความผิดของใคร ในการรายงานทั้งหลายจะเป็นการรายงานเพื่อประโยชน์ในการหาสาเหตุและการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้ซ้ำขึ้นมา ... วศินยังจำสมัยที่เรียนได้ที่อาจารย์หน่วยโรคติดเชื้อบอกไว้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องไร้สาระมากหากจะให้เขียนรายงานการเกิดอุบัติเหตุนี้แล้วหาคนผิด เนื่องจากการหาคนผิดจะทำให้ผู้ที่รู้ข้อมูลไม่มั่นใจว่าจะให้ข้อมูลดีหรือไม่ เนื่องจากอาจจะกระทบต่อตนเองและเพื่อนร่วมงานได้
อาจารย์ยังบอกไว้อีกว่าหากองค์กรใดเอาเรื่องการรายงานอุบัติการณ์อุบัติเหตุในโรงพยาบาล ไปผูกติดกับการหาคนผิด ก็จะยิ่งเป็นการสนับสนุนให้เกิดการปกปิดความผิดและปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข
"อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่ีใครอยากให้เกิดอยู่แล้ว จะหาคนผิดไปทำไม"
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นอีกครั้ง เกศคงโทรกลับมาบอกว่าได้เจาะเลือดแล้ว
"ว่าไงเกศ เป็นไงมั่ง" วศินกำลังจะพูดต่อแต่ก็ต้องชะงักเนื่องจากได้ยินเสียงสะอื้นจากอีกฝั่ง ... เขารออยู่ครู่นึงก่อนที่หญิงสาวจะพร้อมคุยด้วย
" เกศไปบอกพี่เค้าตามที่พี่บอก แล้วพี่หัวหน้าเค้าก็เดินไปถามพี่ที่คุมเกศอีกที" เธอเล่าให้ฟังโดยมีเสียงสูดน้ำมูกเล็กน้อย "พี่หัวหน้าเค้าก็เดินไปหยิบเวชระเบียนคนไข้มาแล้วพลิกดู บอกเกศว่าไม่มีประวัติว่าเป็นเอชไอวีหรือตับอักเสบ ไม่ต้องไปเจาะคนไข้"
"เดี๋ยวก่อนเกศ ไม่มีนี่คือ เจาะแล้วผลเป็นลบ หรือว่าไม่มีประวัติเจาะเลือด"
"น่าจะไม่มีประวัติเจาะเลือดน่ะ เพราะพอพี่เค้าไปเกศก็ลองไปเปิดดู ไม่เห็นมีประวัติเจาะเลือดตรวจพวกนี้เลย"
"แล้วตอนนี้คนไข้อยู่ไหน" วศินถาม ... จะทันไหมนะ
"คนไข้ขึ้นรถไปเมื่อกี้นี้แล้ว" เกศตอบ "เมื่อกี้หัวหน้าห้องฉุกเฉินสั่งให้เจาะเลือดเกศไปตรวจ แล้วให้เกศมาเขียนรายงานอุบัติการณ์ ... พี่วศิน ทำไมเป็นงี้ล่ะ"
ชิบแล้วสิ ... วศินคิด แทนที่จะเจาะเลือดคนไข้เพื่อดูว่ามีความเสี่ยงหรือเปล่าพร้อมกับเจาะผู้ที่โดนเข็มตำ ดันให้เจาะเลือดคนที่โดนตำคนเดียว... แล้วมันจะเอาไปใช้อะไรได้ฟะเนี่ย
"เดี๋ยวนะพี่วศิน พี่ที่อีอาร์เรียก" เสียงเกศดังมาตามด้วยเสียงสอดโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋า
"ผลเลือดเธอออกแล้ว ผลเรื่องเอดส์กับตับอักเสบเป็นลบทั้งคู่"พี่ประจำอีอาร์พูดเสียงดัง จนเพื่อนๆหันไปมองเกศเป็นตาเดียว ... เด็กสาวไม่ว่าอะไร เดินไปหลบที่มุมห้องแล้วนั่งเขียนรายงานความประมาท หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาคุยกับวศิน ต่อ
"ทำไมเค้าทำยังงี้ล่ะพี่" เกศพูดเสียงสะอื้น " จริงๆต้องเจาะคนไข้ด้วยนี่ แล้วมาเจาะเกศคนเดียวอย่างนี้มันหมายความว่ายังไง"
"เกศใจเย็นๆก่อน อย่าเพิ่งร้อง .... ตอนนี้ที่ต้องทำคือต้องหาทางเจาะเลือดคนไข้ให้ได้" วศินบอก ...
"แล้วจะทำยังไงล่ะ คนไข้ก็กลับไปแล้ว"
วศินครุ่นคิดนิดนึง ... มันอาจจะดูไม่ดีนัก แต่ก็จำเป็นแล้ว ... วศินหลับตานึกภาพโรงพยาบาลที่เกศไปฝึกอยู่ก่อนที่จะตอบไป
"เกศเดินออกจากตรงห้องฉุกเฉินนะ ออกมาแล้วเลี้ยวซ้ายไปตรงที่ตรวจผู้ป่วยนอก ไปขอปรึกษากับแพทย์ที่ประจำแผนกอายุรกรรม ... บอกพี่พยาบาลที่อยู่ตรงนั้นว่าเรื่องด่วน"
เกศหันซ้ายหันขวาก่อนที่จะลุกเดินไป เธอเดินออกจากห้องฉุกเฉินไปที่แผนกผู้ป่วยนอก เห็นห้องตรวจนึงมีแพทย์อายุราวๆ50กว่าๆนั่งอยู่โดยไม่มีคนไข้ ... พี่พยาบาลก็ไม่อยู่ซะด้วย
"สวัสดีค่ะอาจารย์ หนูขอเรียนปรึกษาหน่อยค่ะ" เกศยกมือไหว้แพทย์คนนั้น ...
หมอคนนั้นหันมา ... ด้วยสังเกตเห็นว่าเด็กสาวที่ยืนอยู่แต่งกายในชุดนักศึกษาพยาบาล และคราบน้ำตาที่ยังติดอยู่ที่หางตา .... แพทย์อายุรกรรมผายมือให้เกศนั่งลงก่อน ..... เกศนั่งลงและก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง
" อืม ... จริงๆเรื่องนี้ทำแบบนี้ไม่ได้นะ จริงๆต้องทำตามหลักเสมอ ... ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจัดการให้" อาจารย์กล่าวก่อนจะสังเกตไปที่โทรศัพท์มือถือที่หน้าจอยังสว่างอยู่ "อ้อ หมอคนที่หนูบอกว่าโทรไปปรึกษาใช่ไหม เดี๋ยวผมคุยกับเค้าแล้วกัน จะได้สบายใจ"
* * * * *
"สวัสดีครับ ผม ............... เป็นหมออายุรกรรมที่นี่ น้องชื่อวศินใช่ไหม"
"ใช่ครับ ผมเป็นอินเทิร์นปี 1 ครับ" วศินตอบ
"ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวผมจัดการให้ ... เดี๋ยวผมจะไปเอาเบอร์โทรศัพท์ของผู้ป่วยแล้วโทรติดต่อไปทางญาติเค้า แล้วจะอธิบายให้ฟังเอง .... ส่วนเรื่องวัคซีนกับยา ตรงนี้อาจจะลำบากหน่อย ... อาจจะต้องออกเงินไปก่อน แต่ถ้ายังไงเดี๋ยวไว้รอฟังผลเลือดอีกทีก็ได้"
"ขอบคุณมากครับพี่" วศินตอบกลับไป
"ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง ... เดี๋ยวผมดูเรื่องให้แฟนน้องเอง .... เอ้า เดี๋ยวคุยกับแฟนน้องต่อแล้วกัน เดี๋ยวผมไปที่อีอาร์ก่อน"
"ผมไม่ใช่แฟนครับพี่ ...." วสินแย้งแต่ช้าไปแล้ว ... เพราะเสียงที่ตอบกลับคือเสียงของเกศ
"เมื่อกี้พี่คุยอะไรกับอาจารย์อ่ะ"
"เปล่า ไม่มีอะไร เธอตามอาจารย์ไปแล้วกัน ...." วศินตอบสั้นๆ(ซวยแล้วสิตู) ... ก่อนจะวางสายไป
* * * * *
เย็นวันนั้นเกศโทรมารายงานผล หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรมากมาย แพทย์อายุรกรรมคนนั้นช่วยโทรศัพท์คุยกับลูกผู้ป่วย อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็บอกถึงความจำเป็นและแนวทางปฏิบัติที่ต้องทำ ... ผู้ป่วยไม่ได้บ่นอะไร ระหว่างเจาะเลือดก็ยังชมเกศให้ลูกๆฟังว่า'ตอนที่มารอบแรกมีคนนี้มาคอยเอาใจใส่ถามว่าหนาวไหม ต้องการผ้าห่มหรือไม่ เอาใจใส่ดี'
ผลเลือดออกมาก็ไม่พบเรื่องเอชไอวีและตับอักเสบซี ... แต่ตรวจพบว่าเป็นพาหะของตับอักเสบบี .... โดยที่เกศเจาะเลือดไปแล้วไม่พบภูมิคุ้มกันของตับอักเสบบี ก็เลยต้องนัดฉีดวัคซีน .... แม้จะมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อบ้างแต่แพทย์ที่นั่นก็แนะนำแล้วว่าจากขนาดของเข็มกับการโดนที่ผ่านถุงมือ โอกาสติดค่อนข้างน้อย ยังไงก็ตามก็จะเจาะเลือดตรวจอีกครั้งที่สามเดือนและหกเดือนข้างหน้าอีก
ส่วนพี่ๆที่ห้องอีอาร์น่ะเหรอ
"ตั้งแต่ต้นจนจบ พี่เค้าไม่คุยกับเกศเลย" เกศบ่น "เพื่อนบางคนก็ไม่พอใจเพราะวุ่นวายกันไปหมด"
"เอาเถอะ ยังไงถ้าเราเป็นอะไรขึ้นมา พวกนี้ไม่ได้มาเป็นพร้อมกับเรา .... ไม่ต้องไปสนใจหรอก"
...
...
...
"พี่วศิน ... ถามอะไรหน่อยสิ .... พี่จำตอนที่อาจารย์คุยกับพี่ได้ไหม "
"อือ ... จำได้"
"พี่ซีเรียสไหม"
* * * * *
ใครจำไม่ได้เรายกมาให้ดูโต้งๆ
"ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวผมจัดการให้ ... เดี๋ยวผมจะไปเอาเบอร์โทรศัพท์ของผู้ป่วยแล้วโทรติดต่อไปทางญาติเค้า แล้วจะอธิบายให้ฟังเอง .... ส่วนเรื่องวัคซีนกับยา ตรงนี้อาจจะลำบากหน่อย ... อาจจะต้องออกเงินไปก่อน แต่ถ้ายังไงเดี๋ยวไว้รอฟังผลเลือดอีกทีก็ได้"
"ขอบคุณมากครับพี่" วศินตอบกลับไป
"ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง ... เดี๋ยวผมดูเรื่องให้แฟนน้องเอง .... เอ้า เดี๋ยวคุยกับแฟนน้องต่อแล้วกัน เดี๋ยวผมไปที่อีอาร์ก่อน"
* * * * *
...
...
...
...
"พี่ซีเรียสไหม"
"....... ไม่หรอก "
"ดีแล้ว .... งั้นเกศยืมเงินพี่หน่อยดิ .... วัคซีนแพงอ่ะ"
"อือ ... เดี๋ยวโอนไปให้ อย่าลืมผ่อนคืนด้วยล่ะ"
* * * * *
ปล. คิดไปถึงไหน ... เค้าหมายถึงเรื่องออกเงินค่าวัคซีนตะหาก
ถ้าไปวอร์ดแล้วไม่ถูกกับพี่ที่คุม ทั้งๆที่เราทำดีก็โดนลดเกรดเหรอคะเนี่ย แย่จัง
แอบตัดสินเอาเองว่าเป็นเรื่องจริง...
ส่วนเรื่องเกรด...ช่างมันเต๊อะ ^ ^
#1 By monboy01 on 2009-03-25 00:05