คำถามที่พบบ่อยกับโรครูมาตอยด์ -=Byหมอแมว=-
posted on 21 Mar 2009 01:12 by mor-maew in HealthVariety
ครั้งที่แล้วเราพูดถึงเรื่องโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ไป
แน่นอนว่าโรคนี้เป็นโรคเรื้อรังที่จะอยู่กับผู้ป่วยไปนาน ดังนั้นย่อมต้องมีคำถามบางอย่างบางข้อที่จะเกิดขึ้นมาหลังจากผู้ป่วยได้รับการรักษาไปในระยะเวลาหนึ่ง วันนี้เราจะมาดูถึงปัญหาที่สงสัยกันบ่อยๆครับ
1. โรคนี้รักษาหายขาดหรือไม่
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์นั้นมีลักษณะเช่นเดียวกันกับโรคที่มีสาเหตุมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอื่นๆคือ ส่วนมากแล้วรักษาไม่หายครับ ... โรคนี้มักจะอยู่ติดตัวผู้ที่เป็นไปตลอดชีวิต การรักษาที่มีในปัจจุบันนี้มีจุดมุ่งหมายที่ป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเกิดความพิการจนช่วยเหลือจนเองไม่ได้ และลดการอักเสบปวดข้อที่จะเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด
การรักษาให้หายขาดนั้น ภาษาอังกฤษใช้คำว่า CURE ซึ่งหมายถึงหายโรคแบบเด็ดขาด ไม่กลับมาเป็นอีก .... ซึ่งโรครูมาตอยด์นี้หาได้ยากมากที่จะหายขาดแม้ว่าจะรักษาอย่างเต็มที่
เป้าหมายหนึ่งที่แพทย์แผนปัจจุบันตั้งไว้เวลารักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์คือ การลดอาการ และการให้โรคสงบ (REMISSION)
ทีนี้หลายๆคนอาจจะได้รับการบอกเล่าจากแพทย์ที่รักษาว่ารักษาให้หายขาดได้ ... ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
ในการแพทย์แผนปัจจุบัน การรักษานั้นเป็นการรักษาตัวคน ไม่ใช่การรักษาแต่โรค ดังนั้นการใช้คำพูดอาจจะต้องคำนึงถึงผู้ป่วยด้วย
ผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังจำนวนมาก หากได้คำตอบจากแพทย์ที่รักษาว่าโรคที่ตนเป็นไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แม้แพทย์จะบอกว่าสามารถควบคุมอาการได้ ผู้ป่วยก็มักจะไม่มั่นใจที่จะรักษาต่อกับแพทย์แผนปัจจุบัน แต่จะมุ่งไปแสวงหาการรักษาอื่นๆที่อวดอ้างว่าสามารถรักษาให้หายขาดได้ จนมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่เสียโอกาสในการรักษา กลับมาอีกครั้งด้วยข้อพิการจนรักษาอะไรไม่ได้
ในบรรดาผู้ป่วยเหล่านี้ มีจำนวนไม่น้อยที่ต้องเสียชีวิตไปด้วยการรักษาที่หลอกลวงเหล่านี้
นอกจากนี้คำว่าหายขาดของแพทย์ที่ให้ไว้กับผู้ป่วย จึงอาจจะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามความเข้าใจของผู้ป่วยแต่ละคนด้วย เช่นแพทย์บางคนใช้คำว่า"หายขาด" แทนคำว่า"โรคสงบ" โดยมีหยอดไว้ว่าหายขาดได้ แต่อาจจะเป็นอีกได้ (ความหมายเดียวกันกับโรคสงบนั่นเอง)
ในทางกลับกัน เวลาผุ้ป่วยถูกแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ... หากได้รับการรักษาด้วยยาต้านการอักเสบแก้ปวดทั่วไปแล้วโรคหายสนิทไม่กำเริบอีกเลย แพทย์ที่รักษากลับยิ่งต้องระวังครับว่าตกลงแล้ววินิจฉัยได้ถูกหรือไม่ เพราะอย่างที่บอกไว้ครับว่าโดยทั่วไปมันไม่ใช่โรคที่จะรักษาให้หายขาดได้
2. มีการรักษาอื่นๆที่ไม่ใช้ยาหรือไม่
มีการรักษาอีกหลายอย่างที่ไม่ได้ใช้ยา และสามารถพิสูจน์ได้ว่าได้ประโยชน์จริงตามหลักทางวิทยาศาสตร์ เช่นการรักษาด้วยกายภาพบำบัด อาหารเสริมบางชนิด การรักษาด้วยความร้อน ... การรักษาบางอย่างก็ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าได้ผลจริงหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นพวกการฝังเข็มหรือสมุนไพร ...
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเน้นย้ำครับว่าการรักษาทางเหล่านี้ เป็นตัวเสริมจากการใช้ยาในการรักษาเท่านั้นครับ และจำเป็นต้องได้รับการประเมินและแนะนำจากแพทย์/นักกายภาพบำบัด ที่เชี่ยวชาญเท่านั้นครับ เพราะอาหารเสริมหรือการรักษาทางเลือกที่ได้ผลนั้นมีเพียงบางชนิดเท่านั้น และมีรายละเอียดปลีกย่อยพอสมควร
3. ทำไมเป็นรูมาตอยด์กลับโดนตรวจอย่างอื่นเยอะแยะ
ผู้ป่วยบางรายมีอาการและการตรวจหลายอย่างที่บ่งบอกว่าเป็นรูมาตอยด์ แต่อาจจะได้รับการตรวจบางชนิดที่แม้แต่ไปเปิดตำราดูแล้วไม่มีความเกี่ยวข้องกับโรคนี้เลย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
- ประการแรก โรคที่คล้ายๆรูมาตอยด์แต่ไม่ใช่ยังมีอีกหลายโรคโดยเฉพาะโรคในกลุ่มภูมิคุ้มกันตนเองผิดปกติ ... เช่นโรคSLE , โรคหนังแข็ง Scleroderma ,หรือโรคหลังแข็ง Ankylosing spondylosisที่กระทู้ที่แล้วมีคนพูดถึง ฯลฯ(มีอีกเพียบ) ซึ่งบางครั้งอาการในตอนต้นก็ไปเหมือนโรครูมาตอยด์มาก ซึ่งถ้าอาการยังไม่ค่อยชัดเจนก็จำเป็นต้องตรวจหาเพื่อตัดโรคอื่นๆที่คล้ายคลึงไปก่อน เพราะการรักษาและการหวังผลนั้นแตกต่างกันมากครับ
- ประการต่อมา การตัดสินใจเริ่มการรักษาต้องขึ้นกับสภาพผู้ป่วยด้วย เพราะผลข้างเคียงของยาที่ใช้ในการรักษานั้นยังมีอยู่มาก ... จึงต้องมีการเช็คสภาพร่างกายทั่วไปบางอย่างเพื่อจะได้ตัดสินใจได้ว่าจะรักษาโดยใช้ยาในระดับใด และตั้งเป้าการรักษาได้อย่างชัดเจนขึ้น ในบางรายเมื่อตรวจแล้วไม่พร้อมที่จะใช้ยาเฉพาะ แพทย์ก็ต้องเลี่ยงไปใช้ยาตัวอื่นครับ
- ประการสุดท้าย(ที่ผมนึกออกตอนนี้) เป้าหมายในการรักษาคือการให้ผุ้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ช่วยเหลือตนเองได้ และไม่พิการ ดังนั้นการตรวจเพื่อประเมินสภาพร่างกายอีกหลายๆอย่างจึงมีบทบาทเข้ามา
อย่างที่บอกครับว่าการรักษาโรคนี้ไม่ใช่การรักษาโรค แต่เป็นการรักษาผู้ป่วย ดังนั้นสิ่งที่แพทย์ส่งตรวจจึงไม่ใช่แค่มุ่งเน้นแต่"โรค" เท่านั้นครับ
ทั้งนี้หากใครก็ตามไปรักษาในรพ.เอกชน แล้วสงสัยในเรื่องนี้ แนะนำว่าให้ถามแพทย์ที่รักษาหรือส่งตรวจว่าส่งตรวจเพิ่มเติมเนื่องจากอะไร ดีกว่าสงสัยเก็บไว้กับตนเองครับ
4. บอกว่ายารักษารูมาตอยด์ ... แต่ไหงกลายเป็นยารักษาโรคอื่น
เคยมีผู้ป่วยหลายรายที่ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลอื่นเอายามาให้ผมดูแล้วบอกอย่างโมโหว่าได้ยามั่วๆมา
ผุ้ป่วยบางรายบอกว่าเป็นรูมาตอยด์แล้วหมอจ่ายยาผิดให้ยารักษามาลาเรียมาแทน!
มีรายนึงบอกว่าจ่ายยารักษาสะเก็ดเงินมาให้!
ยาหลักที่ใช้ในการรักษารูมาตอยด์นั้นมีชื่อเรียกโดยรวมว่า DMARDs ครับ เป็นยาที่ใช้ในระยะยาวแล้วจะช่วยลดความพิการได้
โดยสองตัวหลักๆที่ใช้มากในประเทศไทยคือยาที่ชื่อว่ายาChloroquine และ Methotrexate
เจ้า Chloroquine นี้ปกติรู้จักกันดีว่าเป็นยารักษามาลาเรียครับ ... แต่ในการรักษารูมาตอยด์ระดับที่ไม่รุนแรงก็จะเลือกใช้ตัวนี้เป็นตัวแรกเพราะผลข้างเคียงมีน้อย
Methotrexate เป็นยาที่ใช้ทำลายเซลล์ ดังนั้นจึงใช้ในการรักษามะเร็งบางชนิดและในการรักษาสะเก็ดเงิน ... เพราะโรคที่ว่าเป็นความผิดปกติของการแบ่งเซลล์
ดังนั้นไม่ใช่ให้ยาผิดครับ แต่เป็นเพราะยานั้นรักษาโรคได้หลายอย่าง
5. มีคนพูดถึงยาชื่อ Enbrel .... มันคืออะไร
กลุ่มยาที่อาจจะมีที่ใช้ในโรคอื่นๆด้วยอีก
เช่น Enbrel หรือ Etanercept ... ซึ่งเมืองไทยเองผมเห็นใช้ในAnkylosing spondylosis มากกว่าเพราะโรคที่ว่าใช้ยาตัวอื่นไม่ค่อยได้ผลและโอกาสพิการมีสูงกว่า
ในเนทจะมีหลายคนที่ออกมาบ่นว่าแพทย์ไม่ยอมสั่งจ่ายยาตัวนี้ให้ทั้งที่สามารถรักษาได้ผลดีกว่ายาตัวอื่น
ยาตัวนี้ก็ใช้ในการรักษารูมาตอยด์ได้เช่นกันและยังมียาอีกหลายตัวครับที่สามารถใช้ได้และผลข้างเคียง(อาจจะ)น้อยกว่า แต่ติดขัดด้วยเรื่องราคาที่แพงกว่ากัน 10-15เท่า (ราคายาหนึ่งเดือนมากกว่าอัตราเงินเดือนของแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลจังหวัดเมืองไทย 3-4 เท่า)ทำให้ยังเป็นเรื่องของอนาคตครับ
6. สเตียรอยด์ใช้ได้หรือไม่ อันตรายหรือไม่
ถ้าอ่านมาจะจับทางได้อย่างนึงว่ายาในกลุ่มที่ใช้รักษารูมาตอยด์มีผลข้างเคียงพอสมควร ดังนั้นในผู้ป่วยบางรายที่ร่างกายไม่พร้อมที่จะได้รับยาในกลุ่มนี้ก็อาจจะใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์แทน
นอกจากนี้ยาสเตียรอยด์เป็นยาที่ได้ผลดีมากในการลดอาการอักเสบและเจ็บปวดในโรคนี้ ดังนั้นก็จะนำมาใช้ในการรักษาในช่วงต้นก่อนที่ยารักษารูมาตอยด์จะออกฤทธิ์เต็มที่ แล้วจะค่อยๆหยุดหรือลดยาเมื่ออาการดีขึ้นครับ
ทั้งนี้การให้ยาสเตียรอยด์แม้ว่าจะได้ผลดีอย่างมาก แต่ผลข้างเคียงก็มีมากครับ แพทย์จะใช้ยาตัวนี้ในระดับที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะควบคุมอาการได้
-มิจฉาชีพหลายรายเอาไปผสมในยาชุดยาลูกกลอนบางตัวเพื่อลดอาการ แต่มักจะใช้ในขนาดที่สูงเพื่อให้ได้ผลดีมากๆ โดยไม่คำนึงถึงว่าผู้ใช้จะตายจากการใช้ยาตัวนี้
7. มีความสงสัยในการรักษาที่ได้รับอยู่ จะทำอย่างไรดี
ด้วยความเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาได้ยาก ผู้ป่วยย่อมเกิดความไม่มั่นใจได้ง่ายและอยากขอความเห็นเพิ่มเติมในการรักษาจากแพทย์ที่ตนเห็นว่าน่าจะรักษาได้ดีกว่า
คำแนะนำที่ผมพอจะให้ได้คือ พูดคุยกับแพทย์ที่รักษาประจำอยู่ครับ หากพูดคุยแล้วยังไม่มั่นใจหรือไม่พึงพอใจในการรักษา
ก็ขอผลการตรวจวินิจฉัย และการรักษาจากแพทย์ที่รักษาประจำ และขอคำแนะนำไปยังโรงพยาบาลที่ใหญ่กว่าหรือไปทางผู้เชี่ยวชาญต่อไปครับ

#1 By นักรบ on 2009-03-21 01:25