เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ รูมาตอยด์ -=Byหมอแมว=-
posted on 17 Mar 2009 20:06 by mor-maew in HealthVariety
"หมอผมขอยารูมาตอยด์" ชายคนดังกล่าวพูดขึ้น
ผมอ่านดูในส่วนเวชระเบียนที่พยาบาลบันทึกไว้ก่อนจะถามกลับ "คุณมีอาการยังไงบ้างครับ"
"ผมไปตรวจมาแล้วว่าเป็น จาก....."
เขาพูดถึงคนคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์
"เค้าบอกว่าผมเป็นรูมาตอยด์ เนี่ยให้ยามากินแล้วหาย ผมเลยจะมาต่อยา"
โรคปวดข้อรูมาตอยด์เป็นโรคอักเสบปวดข้ออีกโรคหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดี
เมื่อมีผู้ป่วยมาที่โรงพยาบาลด้วยอาการ"ปวด"มีจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่กังวล
ว่าตนเองจะเป็นโรคนี้ มีทั้งหลายคนที่วิตกกังวลจนเกินเหตุ
ไปจนถึงผู้ป่วยที่ประมาณความน่ากลัวของโรคนี้ต่ำเกินไป
เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคปวดข้อข้ออักเสบที่พบได้บ่อยที่สุดโรคหนึ่ง จึงน่าที่จะทำความรู้จักไว้ครับ
โรคข้อรูมาตอยด์คืออะไร เกิดจากอะไร
โรคนี้เป็นโรคที่ข้อต่างๆของร่างกายเกิดการอักเสบปวดบวมขึ้นมา จัดเป็นโรคปวดข้อชนิดหนึ่งซึ่งเกิดการอักเสบขึ้นในเนื้อเยื่อที่บุอยู่ในข้อ
สาเหตุของโรคนี้ยังไม่เป็นที่ทราบกันแน่ชัด
แต่พบว่ามีส่วนที่เกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรม
ซึ่งไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้เกิดการทำงานผิดปกติเกิดการต่อต้านเนื้อเยื่อของตนเองจนเกิดอาการปวดข้อ
ข้อแตกต่างจากการปวดธรรมดาก็คือ ในโรคนี้การอักเสบนั้นเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ดังนั้นหากปล่อยให้โรคดำเนินต่อไปเรื่อยๆโดยที่ไม่ได้จัดการกับสาเหตุ
เนื้อเยื่อของข้อนั้นๆจะเกิดการอักเสบและกัดกร่อน
ซึ่งนำไปสู่การผิดรูปของอวัยวะ
พบว่าในผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้และไม่สามารถได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
จะเกิดความพิการตามมาโดยที่พบได้บ่อยๆก็คือข้อนิ้วมือบิดเบี้ยวเสียจนหยิบ
จับอะไรไม่ได้ ซึ่งถือว่าเป็นโรคที่น่ากลัวเอามากๆ
ปัญหาที่ทำให้โรคนี้เป็นโรคที่น่ากลัวและต้องพูดถึง
ลองคิดภาพดูนะครับ ถ้าคุณเป็นหวัดคัดจมูก คุณกินยาจนไข้ลดลง ไม่มีน้ำมูก คุณก็เข้าใจได้ว่าคุณหายแล้ว
คุณเป็นไข้เลือดออก พอหมอให้นอนดูอาการสักสองวันสามวัน ไข้ลดลง อาการดีขึ้น คุณก็เข้าใจได้ว่าคุณหายแล้ว
แต่ถ้าคุณป่วยเป็นโรครูมาตอยด์ การกินยาแล้วหายปวดเป็นปลิดทิ้งแล้ว ไม่ได้แปลว่าหายนะครับ
เพราะว่าอาการปวดนั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของโรคเท่านั้น ... ผู้ร้ายตัวจริงของโรคนั้นคือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ผิดปกติไป
ซึ่งตัวตนที่แท้จริงของโรครูมาตอยด์อันเกิดจากภูมิคุ้มกันนั้นยังมีอีกหลาย
ส่วนที่นอกเหนือจากความเจ็บปวด
ดังนั้นแม้ว่าเราจะกินยาแก้ปวดจนไม่มีอาการปวดเลย
แต่ถ้าไม่ได้กินยาที่เฉพาะต่อโรคจริงๆล่ะก็ ต่อให้คุณไม่ปวดข้อเลย
สุดท้ายก็จะเกิดความพิการได้อยู่ดีครับ
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณกำลังเป็นหรือเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้
เนื่องจากเจ้าโรคนี้เป็นโรคที่วินิจฉัยได้ยาก
โดยเฉพาะกรณีที่เพิ่งเริ่มเป็นได้ไม่นานจะมีความยากมากๆ
ทำให้โรคนี้เป็นโรคที่มีเกณฑ์ในการวินิจฉัยครับ
เกณฑ์ในการวินิจฉัยนี้ตั้งโดย American college of rheumatology โดยมีลักษณะหลักๆก็คือ
- มีอาการปวดมากในตอนเช้าแล้วค่อยๆดีขึ้นหลังจากใช้งานไปทีละน้อย
ตามที่ได้บอกไว้ว่ามันเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มาสะสมและก่อการ
อักเสบ
ดังนั้นเมื่อนอนไปนานๆไม่ขยับข้อก็จะเกิดการสะสมของกลุ่มสารภูมิคุ้มกันได้
ง่ายจนเกิดการอักเสบ ...
พอขยับมากๆก็เป็นการทำให้เลือดลมไหลเวียนและเอาสารที่ก่อการอักเสบออกไป...
ต่างจากโรคข้ออักเสบชนิดอื่นที่การขยับมักจะก่อการอักเสบให้มากขึ้น
- มีอาการข้ออักเสบในตำแหน่งที่เข้าได้
ข้ออักเสบในกลุ่มรูมาตอยด์จะมีตำแหน่งที่ชอบข้อเล็กๆและข้อนิ้วบางตำแหน่ง
มากกว่าจุดอื่น ...
และอาการข้ออักเสบนี้เป็นอาการที่แพทย์ต้องตรวจเจอ
เพราะว่าอาการที่เรียกว่าข้ออักเสบต้องประกอบไปด้วยอาการปวดบวมแดงร้อน
ที่ชัดเจน ...
หลายครั้งที่ผู้ป่วยเชื่อว่ามีอาการข้ออักเสบแต่พอตรวจแล้วมีอาการเจ็บๆขัดๆ
ข้อโดยที่ข้อไม่อักเสบ อันนี้ก็ไม่นับครับ
- มีอาการข้ออักเสบในตำแหน่งที่สมมาตร
นอกจากนี้อย่างที่กล่าวไปแล้วว่ามันเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
เวลาข้ออักเสบที่ข้างหนึ่ง อีกข้างที่เหมือนกันก็ควรจะอักเสบไปด้วย
- มีก้อนขึ้นในตำแหน่งและลักษณะที่เข้าได้กับโรค
รูมาตอยด์จะมีก้อนที่เรียกว่า Rheumatoid nodule
อันนี้ก็ต้องให้แพทย์เป็นคนพิจารณา
ซึ่งผู้ที่เป็นอาจจะลองสังเกตดูว่าหลังจากเริ่มมีอาการปวดแล้วเกิดไปมีก้อน
ขึ้นที่ไหนหรือเปล่า
- มีภาพถ่ายรังสี(เอกซ์เรย์)ที่บ่งบอกถึงกระดูกที่ถูกทำลาย
เวลาเป็นมากๆจะมีลักษณะกระดูกถูกทำลายที่จำเพาะซึ่งแพทย์จะเอาไปแปลผลครับว่าความผิดปกตินั้นเกิดจากรูมาตอยด์หรือเกิดจากโรคอื่นๆ
- ตรวจเลือดพบRheumatoid factor
ค่านี้เป็นค่าของสารที่พบได้บ่อยในผู้ที่เป็นรูมาตอยด์ครับ ...
ข้อเด่นของมันคือมันเป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ผลก็มีสองอย่างคือเจอกับไม่เจอ ...
แต่ข้อด้อยของมันก็มีหลายข้อไม่ว่าจะเป็นเรื่องการที่สารตัวนี้ยังพบได้ใน
โรคอื่นๆ
รวมไปถึงคนที่เป็นโรคข้อรูมาตอยด์จริงๆก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเจาะเจอสารตัว
นี้ก็ได้ครับ
ทั้งนี้ อย่างน้อยจะต้องเจออาการต่างๆ สี่อย่าง จึงจะมั่นใจได้ว่าจะให้การรักษาแบบโรครูมาตอยด์จริงๆ
ถ้าอ่านแล้วงงก็โอเคครับ ไม่แปลก
เพราะตอนที่ผมเรียนครั้งแรกก็งงเหมือนกันว่ามีด้วยหรือที่การวินิจฉัยไม่สามารถฟันธงได้แน่นอน ... แต่เรื่องนี้เป็นความจริงครับ
และก็สร้างความลำบากให้กับแพทย์ในการวินิจฉัย
มีผู้ป่วยไม่น้อยที่ตรวจกับแพทย์ที่หนึ่งไม่เจอ ... แต่พอกลับบ้านเอายาไปกินพักนึง มาตรวจใหม่ดันเป็นจริงๆ
หรือบางรายไปตรวจแล้วแพทย์คนแรกบอกว่าเป็นแน่ๆ ... พอรักษาไปสักพักไม่แน่ใจเปลี่ยนที่ตรวจ แพทย์คนที่สองก็บอกว่าไม่เป็น
นั่นเป็นเพราะว่าการที่แพทย์คนนึงจะบอกได้ว่าเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ต้อง
มีลักษณะ4อย่างครับ
แล้วที่น่าปวดหัวคือไม่ใช่ทุกครั้งที่จะครบทั้งสี่อย่าง
โดยเฉพาะครั้งแรกๆที่เริ่มมีอาการมักจะมีอาการแค่หนึ่งหรือสองอย่างเท่านั้น
ซึ่งต้องไประวังโรคอื่นมากกว่า
ถ้าไม่ต้องวินิจฉัยให้แน่นอน รักษาไปเลยไม่ได้หรือ
วิธีการและยาที่ใช้รักษาโรคนี้มีอยู่ในสองลักษณะครับ
แบบแรกคือ การรักษาแก้อาการปวดและอักเสบ
แบบที่สองคือ การรักษาป้องกันไม่ให้ข้อเสื่อมสลายจนพิการ
ยาในกลุ่มแรกนั้นแพทย์จะให้อยู่แล้วครับเพราะว่าอย่างไรเสียมาด้วยปวดก็ต้อง
จัดการให้หายปวด ...
ต่อให้ยังไม่มั่นใจ(แค่สงสัย)ว่าเป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์ก็ให้ยาพวกนี้ไปก่อน
ได้ เพราะถ้าเป็นรูมาตอยด์จริงๆพอหมดยาพวกแรกแล้วก็จะกลับมาปวดใหม่อยู่ดี
... ซึ่งระหว่างที่กลับมาปวดซ้ำ
แพทย์ก็จะค่อยๆค้นหาโรคว่าตกลงแล้วเป็นปวดข้อจากอะไรกันแน่
ยากลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มที่มีชื่อเรียกเฉพาะว่า "ดีมาร์ท" DMARDs
เป็นยาหลักที่จะต้องให้ในคนที่เป็นรูมาตอยด์(ถ้าให้ได้)
เพราะการให้ยากลุ่มแรกพวกแก้ปวดอักเสบ
ต่อให้ให้ยาจนไม่ปวดเลยก็จะยังมีความพิการอยู่ดี การให้ยาในกลุ่ม
DMARDsนี้จะช่วยทำให้โอกาสพิการลดลงได้ครับ
บางคนที่ถามว่าแล้วให้ยาไปเลยไม่ได้หรือ "กันไว้ดีกว่าแก้" ก็ต้องบอกว่าไม่ได้ครับ
เพราะเจ้ายาในกลุ่ม DMARDs นี้เป็นยาที่อยู่ในกลุ่มที่มีพิษต่อเซลล์สูง
คล้ายๆกับพวกเคมีบำบัดหรือการให้คีโมในผู้ป่วยมะเร็ง
การให้ไปจะมีผลข้างเคียงได้สูง
ซึ่งแพทย์ที่จะให้ก็ต้องชั่งน้ำหนักเอาว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะใช้
จากนั้นเมื่อแพทย์ชั่งน้ำหนักแล้วว่าเหมาะที่จะใช้
ผู้ป่วยเองก็ต้องร่วมตัดสินใจด้วยว่าจะเลือกเอาอะไรระหว่างเสี่ยงจากผลข้าง
เคียงของยา กับ เสี่ยงจากผลของโรค
แล้วถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรต่อ
สิ่งที่ทำได้ก่อนจะทำการวินิจฉัยโรคนี้มีดังต่อไปนี้ครับ
1. อย่าเปลี่ยนหมอหรือโรงพยาบาลบ่อยๆ
เพราะว่าส่วนมากแล้วอาการของโรครูมาตอยด์จะไม่ได้มาครั้งเดียวครบหมด
แต่มักจะค่อยๆโผล่มาทีละอย่างสองอย่าง ...
ผลเลือดบางครั้งเจาะแล้วอาจจะเจอหรือมีผลอยู่ที่โรงพยาบาลนั้นแล้ว
ถ้าเปลี่ยนที่รักษาบ่อยๆ ก็เท่ากับว่าต้องไปเริ่มใหม่ครับ
โอกาสที่จะวินิจฉัยได้ถูกต้องก็จะน้อยลงไป
หากอยากจะเปลี่ยนที่รักษาก็ขอให้แพทย์ที่รักษาเขียนรายละเอียดที่สำคัญลงไป (เอาแค่ที่สำคัญก็พอครับ อย่าเอาไปทั้งหมดเลย งงเปล่าๆ)
2. อย่าซื้อยาชุดยาลูกกลอนมากิน
จากงานวิจัยหลายชิ้นยาชุดยาลูกกลอนมากกว่า50-90%ในท้องตลาดผสมสเตียรอยด์
...
ซึ่งเจ้าสเตียรอยด์นี้จะลดอาการปวดอักเสบได้ดีรวมทั้งกดอาการของโรคข้อรูมาตอยด์ จึงทำให้การวินิจฉัยล่าช้า
(บางรายงานยังพบว่าผลเจาะเลือดจะผิดปกติไปทำให้ตรวจไม่เจอลักษณะของรูมาตอยด์)
ที่สำคัญ คนที่ได้สเตียรอยด์อย่างเดียว แม้หายปวดแต่ก็จะมีผลแทรกซ้อนมากมายร่วมกับมีความพิการตามมาได้ภายหลัง
3. สังเกตอาการ มีอะไรแปลกๆบอกหมอทันที
เพราะบางครั้งคุณอาจจะยังมีอาการไม่ครบในช่วงแรก
แต่ถ้าเวลาผ่านๆไปแล้วเกิดอาการมันครบถ้วนขึ้นมาในภายหลัง
การไปให้แพทย์ยืนยันว่าเป็นรูมาตอยด์จริงก่อนเริ่มการรักษา
อีกเหตุผลก็เพราะว่าที่น่ากลัวของโรคนี้ยังมีอีกครับ คือ
บางครั้งอาการเหมือนๆรูมาตอยด์ แต่ปรากฎว่าเป็นโรคอื่น เช่น เกาท์
ข้อติดเชื้อ หรือโรคทางระบบภูมิคุ้มกันเช่น SLE
ดังนั้นถ้ามันมีลักษณะแปลกๆไปไม่เหมือนอาการที่แพทย์บอก ก็ควรกลับไปพบแพทย์ครับ
4. ไปตามนัดเรื่อยๆสม่ำเสมอ
การตรวจและการรักษาโรคกลุ่มข้ออักเสบไม่ว่าจะเป็นรูมาตอยด์หรือไม่ก็ตาม
การไปตามนัดเป็นสิ่งสำคัญครับ
เพราะว่าการรักษาและการตรวจจะมีขั้นตอนค่อยๆเป็นค่อยๆไป
ครั้งหน้ามาต่อเรื่องนานาปัญหาเกี่ยวกับโรคข้อรูมาตอยด์ครับ
ปล. คำเตือน ใช้เวลาอ่านประมาณ 10 นาทีและเข้าใจยาก
ปอ. แล้วจะมาเตือนอะไรที่ท้ายบทความเนี่ย
... ไม่รู้ว่าเป็นจริงไหม รู้แต่ว่าบุคลากรตกใจทุกทีที่ได้ยิน

#1 By joyka on 2009-03-17 20:31