W งูกัด บาดทะยัก และหมอผู้รู้ไม่จริง? W
posted on 16 Mar 2009 13:13 by mor-maew in ShortStory"หมอ พี่รบกวนมาดูที่ห้องฉุกเฉินหน่อย มีคนไข้โดนงูกัด"
วศินวางหูโทรศัพท์แล้วเดินจากบ้านพักไปที่ห้องฉุกเฉินทันที ... เนื่องจากเขาไม่รู้ว่าคนที่มามีอาการอย่างไร ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีก็ไปถึง
เสียงโอดโอยของคนที่นอนอยู่ตรงเตียงตรวจในห้องฉุกเฉินดังลอดออกไปภายนอก เมื่อวศินเดินมาถึง ข้างหน้าห้องฉุกเฉินมีคน7-8คนกำลังจับกลุ่มคุยกันอยู่
"หมอมาช้าอย่างนี้ จะปล่อยคนไข้ให้ตายหรือไง" ญาติคนไข้คนนึงกล่าวขึ้น เมื่อเดินเข้าไปก็พบชายคนนึงนอนเหยียดหงายอยู่บนเตียง มีเชือกรัดอยู่ที่น่อง ขาบวมตั้งแต่บริเวณต้นขาเรื่อยลงไปถึงปลายเท้า ปลายเท้าเห็นได้ชัดเจนว่ามีลักษณะบวมและดำแบบเนื้อตาย
"โดนอะไรมาครับ" วศินถาม
"งูกัด" คนไข้ตอบสั้นๆ วศินเอามือจับที่บริเวณขาและประเมินดู น่าจะโดนกัดมาไม่ต่ำกว่า3วัน มีรอยมีดกรีดและมียาสมุนไพรยัดเอาไว้ ซึ่งมีลักษณะของการติดเชื้อและหนองแล้ว
"โดนกัดมากี่วันแล้ว แล้วไปทำอะไรมา" วศินถามอย่างสุภาพ แม้ว่าในใจจะเริ่มหงุดหงิดแล้ว
"โดนมา5วันแล้ว ทั้งรัดเชือก กรีดแผลพอกยามาแล้วมันบวมไม่หาย" อีกฝ่ายตอบ
"หมอจะถามอะไรกันมากมาย จะรักษาหรือไม่รักษา" ญาติคนไข้ถามอย่างหงุดหงิด "หมองูแกบอกว่าเป็นบาดทะยัก ให้มาฉีดยาแล้วกลับไปกินยาพอกยาต่อ รีบๆทำเข้าสิ"
วศินถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย แผลที่เห็นอยู่นี้มีความชัดเจนว่ามีการติดเชื้อซึ่งน่าจะเกิดจากใบไม้ที่พอกเข้าไป รอยดำที่เห็นนั้นก็เป็น"แกงกรีน"หรือเนื้อตายที่น่าจะเกิดจากพิษงูที่ประกอบกันกับการรัดเชือกอย่างผิดวิธี ในขณะที่บาดทะยักนั้นมักเป็นโรคที่ตัวแผลไม่ได้มีอะไรมาก แต่พิษที่เกิดตามมาจะก่อให้เกิดอาการแข็งเกร็งกระตุก ...
วศินอธิบายญาติไปตามความจริงว่าอาการที่เป็นนั้นเกิดจากการติดเชื้อและพิษงู ไม่ได้เกิดจากบาดทะยักแต่อย่างใด
"แล้วนี่เอาอะไรพอกมา"วศินถาม
"เสลดพังพอนตัวผู้ เคี้ยวแล้วผสมน้ำกระสาย" ชายคนนึงบอก "ตำรายาโบราณ"
"แค่นี้แก้พิษงูไม่ได้หรอก"วศินสรุปให้สั้นๆโดยไม่ต้องคิดมาก
"หมอนี่เรียนตามฝรั่งน่ะสิ เลยดูถูกภูมิปัญญาชาวบ้าน"หญิงคนนึงพูดขึ้น "ถ้าหมอไม่รู้เรื่องหมองูพื้นบ้าน หมอก็อย่าแสดงความเห็นดีกว่า รีบๆฉีดยาบาดทะยักให้เร็วๆ"
วศินเปิดประวัติของผู้ป่วยดู เห็นว่าเมื่อปีที่แล้วผู้ป่วยรายนี้เพิ่งได้รับการฉีดวัคซีนบาดทะยักครบชุดไปแล้ว ดังนั้นครั้งนี้จึงไม่จำเป็นต้องฉีดอีก หากแต่เมื่ออธิบายไปแล้วญาติก็ตอกกลับมาอีกว่าแล้วทำไมแผลถึงได้เน่าอย่างนี้
"คนไข้น่าจะถูกงูที่มีพิษต่อเลือดกัดอาจจะเป็นงูเขียวหรืองูแมวเซา ถ้ามีพิษจนบวมขนาดนี้การฉีดวัคซีนอาจจะทำให้เกิดเลือดออกในกล้ามเนื้อได้ ปกติเราจะไม่ฉีดในสภาพแบบนี้" วศินตอบอย่างไม่นำพาต่อการดูแคลน "ถ้าหากคุณจะพามารพ.เพียงเพื่อจะฉีดวัคซีนแล้วกลับไป ก็ต้องถือว่าคุณไม่ได้มาให้ผมรักษา... สรุปว่าคุณยังต้องการรักษากับหมองูอยู่ใช่ไหม"ประโยคสุดท้ายวศินถามคนไข้
อาจจะเป็นเพราะเห็นด้วยตนเองว่ารักษามาตั้ง5วันแล้วขาของตนเป็นเช่นนี้ คนไข้จึงทำหน้าลังเล แต่ญาติทั้งหลายที่รุมล้อมอยู่ก็รีบตัดสินใจแทน
"แค่ฉีดยาบาดทะยัก เสร็จแล้วพวกเราจะพากลับ" ญาติคนนึงบอกอย่างมั่นใจ "สว่าง แกก็เหมือนกัน บอกหมอเค้าไปว่าแกจะกลับไปรักษากับหมอบุญส่ง"
คนไข้ลังเลอยู่ครู่นึง ก่อนที่จะบอกแพทย์ว่าตนต้องการแค่ฉีดยาบาดทะยัก และจะกลับไปรักษาที่หมอบุญส่ง ที่เปิดสำนักรักษาพิษงูอยู่ต่างตำบล
"ผมถามย้ำอีกครั้งนะครับ เพราะที่ผมดู แผลตรงบริเวณนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการให้ยาฆ่าเชื้อและล้างบาดแผล" วศินอธิบายให้ทั้งคนไข้และญาติฟัง "ส่วนเรื่องการบวมและดำ ผมเห็นว่าเกิดจากพิษงูและการที่รักษา'ผิด'วิธี ควรจะต้องเจาะเลือดตรวจและพิจารณาเรื่องให้เซรุ่ม..... คนไข้และญาติแน่ใจนะครับว่าจะไม่รักษาที่โรงพยาบาล"
ญาติหลายคนส่วนหน้า หญิงคนนึงตอบวศินอย่างชัดเจน "หมอไม่รู้เรื่องพิษงูหรอก ฉีดยามา แล้วชั้นจะเอาน้องชั้นกลับ"
"งั้นทั้งญาติ และคนไข้ ช่วยลงชื่อตรงนี้ด้วยครับ ใต้ประโยคที่บอกว่าผมอธิบายเรื่องโรคและผลเสียที่จะเกิดหากไม่รักษาแล้ว และญาติและคนไข้ไม่สมัครใจที่จะรับการรักษาในโรงพยาบาล" วศินบอกจากนั้นยื่นใบไม่ยินยอมรับการรักษาให้ผู้ป่วยและญาติเซ็น ... สุดท้ายก็ต่อรองจนขอเจาะเลือดได้ ... และเมื่อผลเลือดออกมาไม่พบว่ามีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด วศินเลยให้ฉีดวัคซีนบาดทะยักไปตามต้องการ
ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้เพียงแค่แพทย์ยืนยันว่าจะต้องให้ผู้ป่วยนอนในโรงพยาบาล ผู้ป่วยก็ยินดีที่จะนอนพักรักษา แต่ในปัจจุบันนั้นมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ดื้อดึงไม่ต้องการรักษาตามคำแนะนำ แต่ต้องการรักษาตามใจตนเอง
อย่างเช่นกรณีนี้ที่ขนาดบาดแผลประวัติและอาการครบถ้วนและชัดเจนถึงขนาดที่ต้องได้รับการรักษา แต่ก็มีหลายคนที่ยันดึงดันที่จะรักษาตามแบบของตน.... หลายคนเมื่อรักษาแล้วแย่ลงก็ต้องกลับมาอีก ซึ่งรายนี้เองก็คงจะกลับมาในไม่ช้า
น่าแปลกที่คนไทยเดี๋ยวนี้รู้จักแต่สิทธิของตน แต่ไม่รู้จักการเคารพสิทธิและหน้าที่ของคนอื่น
และก็น่าแปลกที่หลายคนบ่นว่าหมอว่าเป็นพวกอีโก้สูง ทั้งที่เรื่องบางเรื่องญาติและคนไข้แสดงอีโก้ของตนเองออกมาหรือแสดงตนว่าเป็นผู้รู้ทั้งที่ไม่ได้มีความรู้ แถมยังแสดงท่าทีดูถูกแพทย์ จนวศินยังนึกสงสัยอยู่ว่าตกลงใครเป็นหมอกันแน่
ไม่นานเกินรอ เพียงแค่สามวันหลังจากนั้น คนไข้รายเดิมกลับมาอีกแต่ครั้งนี้อาการไม่เหมือนเดิมแล้ว
"หมอ มันแย่แล้วช่วยหน่อยเถอะ" คำพูดจากญาติคนนึงที่พอคุ้นหน้าขอร้องวศิน
วศินตรวจดูชายคนที่นอนตรงหน้า ตอนนี้เท้าของชายคนนี้กลายเป็นสีดำเละๆไปทั่วแล้ว มีหนองและเนื้อตายลามไปถึงหน้าแข้งปะปนไปกับใบยาสูบและใบไม้สดที่ยัดในแผล ชีพจรความดันโลหิตและอุณหภูมิ บ่งบอกว่ามีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
"คนไข้มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ที่ขาตอนนี้ติดเชื้ออย่างรุนแรงจนถึงกล้ามเนื้อด้านในและเท้าใช้การไม่ได้แล้ว" วศินบอกญาติขณะที่เขียนสั่งพยาบาลให้จัดการให้น้ำเกลือให้คนไข้ "ผมต้องส่งคนไข้ไปที่รพ.จังหวัดเพื่อไปจัดการเรื่องแผลที่ขา ซึ่งในลักษณะนี้อาจจะต้องตัดขาทิ้ง"
ญาติที่ยืนรอบๆหน้าเสียทันที
"พาไปหาหมองูคนเดิมหรือยัง" วศินถามขณะเขียนใบส่งตัว "ผมจะบอกให้ว่าหมอคนนี้เค้ารักษาไม่เป็นหรอก"
"หมอจะมารู้ได้ยังไง ... หมองูเค้าดูแล้วบอกว่าพิษงูมันเข้ากระดูกแต่ต้น ไปที่ไหนก็รักษาไม่ได้" ญาติคนนึงเถียงขึ้น
"ผมต้องรู้สิ เพราะหมองูจริงจะรู้ว่าจะไม่มีการใช้ว่านชนิดเดียวในการรักษาพิษงูเด็ดขาด ถ้าส่วนที่โดนกัดบวมก็ต้องคลายเชื่อกออกไม่ให้พิษเข้าสู่เนื้อมากเกินไป และยาหลายๆตัวต้องบดหรือต้มใช้ในน้ำสุกสะอาดไม่ให้เคี้ยวเพราะแผลจะเน่าและตัวยาจะไม่ครบ" วศินพูดใส่ญาติๆที่ห้อมล้อมอยู่ "ผมแค่มองที่เค้ารักษาก็รู้แล้วว่าคนที่มันรักษาให้คุณมันไม่ใช่หมอแผนไทยที่ไหนหรอก นั่นมันหมอแผนมั่ว!!!"
"ผมไม่เคยรังเกียจหรือดูแคลนแพทย์แผนไทยเลย แต่สิ่งที่ผมรังเกียจคือพวกที่ไม่รู้จริงแล้วมามั่ว ... เอาเถอะตอนนี้ไปรพ.จังหวัดก่อน แล้วรักษาเสร็จขั้นสุดท้ายเป็นอย่างไรก็ค่อยว่ากันอีกครั้ง"
วศินตัดบทก่อนที่จะให้รีบพาคนไข้ขึ้นรถพยาบาลเพื่อทำการส่งตัวไปรพ.จังหวัด
เย็นนั้นแพทย์หนุ่มนั่งคิดทบทวนความรู้ที่เคยได้รับการบอกเล่าถ่ายทอดมา... ความจำของเขาไม่ดีเลย อาจจะจริงอย่างที่ญาติคนไข้ได้บอกไว้ก็ได้ว่าเขาไม่รู้จริง เพราะตัวเขาเองก็ลืมไปแล้วว่าสมุนไพรที่ต้องใช้นั้นมีตัวไหนขนาดเท่าไหร่ปรุงอย่างไร จำได้เพียงแต่ชื่อนางแซงแดง เสลดพังพอน ว่านเพชรหีง รางจืด จำได้แค่3-4ตัวเท่านั้น อาจารย์ที่บอกเล่าเรื่องพิษงูก็บอกว่าแต่ละสำนักก็ใช้ต่างๆกันไป แต่ที่แน่ๆไม่มีใครใช้สมุนไพรตัวเดียวในการรักษา
ตอนที่ไปอยู่ไปดูและศึกษาด้วยตนเองจากปู่แดงนั้น ก็ได้เห็นว่าการแพทย์แผนไทยแบบมีตำรับนั้น การรักษาหลายอย่างไม่ค่อยต่างไปจากพื้นฐานวิชาการแพทย์ตะวันตก มีการทำsterile technique มีขั้นตอนการรักษาป้องกันการติดเชื้อ วิธีการทำแผล ใส่ยา แต่ละขั้นตอนมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่ว่าใครๆจะเลียนแบบได้
ในความคิดของวศิน แพทย์แผนไทยอยู่ในภาวะที่ย่ำแย่เพราะว่าแพทย์แผนมั่วที่โผล่ขึ้นมา ไม่ต่างอะไรกับเภสัชกร ที่เจอฤทธิ์หมอตี๋ร้านขายยาจนก่อเกิดกระแสความรู้สึกไม่ดีต่อร้านยา
พอนึกอย่างนี้วศินก็คิดถึงปู่แดงจับใจ .....
...คนเรานี่ถ้าเชื่ออะไรแล้ว

#1 By thinkking on 2009-03-16 13:31