กระดูกพรุน ใครว่าเป็นแค่โรคของคนแก่ -=Byหมอแมว=-
posted on 25 Sep 2008 00:09 by mor-maew in HealthVariety
ความขัดอกขัดใจของผมเวลาดูโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารป้องกันกระดูกพรุน
คือ การที่พรีเซนเตอร์เป็นผู้ที่มีอายุมากแล้ว
ส่วนหนึ่งก็ถูกต้องที่ว่าการที่ขาดแคลเซี่ยมในคนสูงอายุ
ถ้าได้แคลเซี่ยมเสริมก็ดีกว่าไม่ได้
แต่ที่ขัดใจเพราะว่าหนทางในการ
ป้องกันรักษาโรคกระดูกพรุน มันไม่ได้มีแค่การกินยา
ไม่ได้มีแต่การกินผลิตภัณฑ์ต่างๆ และที่สำคัญ การป้องกันที่ดีที่สุด
ไม่ได้ทำตอนที่อายุมากแล้วหากแต่ต้องทำตั้งแต่อายุไม่มาก
วันนี้ผมจึงขอนำเสนอแนวทางในการสร้างเสริมสุขภาพที่ราคาแสนถูก และได้ผลดีในการป้องกันโรคกระดูกพรุนครับ
กระดูกพรุนคืออะไร
ในมนุษย์เรา กระดูกในร่างกายจะมีการสร้างและทำลายไปพร้อมๆกันตลอดเวลา
ในวัยเด็กกระดูกจะสร้างมากกว่าทำลาย ดังนั้นกระดูกจะมีเนื้อกระดูกมาก
ในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น กระดูกจะสร้างเท่ากับทำลาย เนื้อกระดูกจะไม่หนาไปกว่าเดิม
และในวัยผู้ใหญ่ตอนปลาย ชรา หรือหมดประจำเดือน การสร้างจะน้อยกว่าการทำลายทำให้กระดูกบางลง
หลัง
จากอายุสามสิบปี กระดูกของคนเราจะบางลงเรื่อยๆ เราเรียกว่าภาวะกระดูกบาง
Osteopeniaซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมชาติตราบจนกระทั่งเกิดการบาดเจ็บหรือโรค
ขึ้น ก็จะเรียกว่าโรคกระดูกพรุน Osteoporosis
ความสำคัญของกระดูกพรุน
โรค
นี้หากเป็นไม่มากก็จะมีภาวะที่เกิดได้บ่อยๆคือ
กระดูกในส่วนที่รับน้ำหนักเกิดการยุบตัวลง ...ซึ่งจะมีอาการหรือไม่ก็ได้
(60%ของผู้หญิงที่กระดูกสันหลังหักทรุดไม่มีอาการ)
แต่หากเป็นมาก
อาจจะเกิดปัญหารุนแรงได้เช่นหากหกล้มแล้วก็จะมีการหักได้ง่ายเช่นกระดูกข้อ
มือหัก หรือกระดูกสะโพกหัก
ซึ่งอย่างหลังนี้สำหรับผู้สูงอายุที่เป็นก็จะทำให้เดินไม่ได้และต้องนอน
รักษาตัว3-4เดือน
ที่สำคัญคือผู้สูงอายุที่กระดูกสะโพกหักมีโอกาสเสียชีวิตใน1ปีหลังจากการหัก
ได้ถึง 17%
ดังนั้นมันจึงถือเป็นภาวะทางสุขภาพที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง
แต่
เนื่องจากว่ามันเป็นโรคที่ไปก่อเรื่องในผู้สูงอายุ
จึงทำให้ผลิตภัณฑ์บำรุงต่างๆไปเน้นหนักในด้านผู้สูงอายุกันซึ่งเป็นวิธีที่
เร่งยังไงบำรุงอย่างไรก็ช่วยให้กระดูกมีโครงสร้างแข็งแรงขึ้นบ้างแต่ก็ดีไม่
เท่าการเสริมสร้างแต่ต้น
ต่อไปนี้ก็คือวิธีการง่ายๆ 4 วิธีที่ช่วยเพิ่มกระดูกตั้งแต่เนิ่นๆครับ
1. กินแคลเซี่ยมให้เพียงพอ ... ไม่สิ กินอาหารให้ถูกส่วน
แค
ลเซี่ยมเป็นสารที่สำคัญสารหนึ่งในการสร้างกระดูกครับ
ซึ่งถ้าเป็นไปได้เราควรจะต้องกินอาหารตามปกติเพื่อจะได้ไม่ขาดจากแคลเซี่ยม
... ผมเขียนไว้ว่ากินอาหารตามปกตินั้นไม่ได้เขียนผิดนะครับ
เพราะว่าในคนที่กินอาหารครบ5หมู่อย่างถูกสัดส่วนก็มักจะได้แคลเซี่ยมอย่าง
เพียงพออยู่แล้ว พูดง่ายๆก็คือการBack To Basic
เพียงการกินอาหารตามหนังสือแบบเรียนของเด็กประถมก็เพียงพอแล้วครับ
ครั้น
จะให้ไปจำอาหารที่ควรกินดูจะเป็นการจำกัดจนเกินไป
ผมว่าเรามาดูว่าอะไรไม่ควรกินดีกว่า ...
สิ่งที่ไม่ควรกินก็คือพวกอาหารจานด่วนที่มีแต่เนื้อสัตว์หรือแป้ง(เพราะ
โปรตีนไปทำอะไรไม่รู้แหละ
แต่ถ้ากินมากเกินไปจะทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซี่ยม)
หรือการกินเมนูเดิมๆซ้ำไปซ้ำมานานๆครับ
(อย่าลืมว่าเราไม่ได้ต้องการแต่แคลเซี่ยม
เรายังต้องการอาหารที่มีแร่ธาตุสารอาหารอื่นๆอีก)
ตารางนี้นำมาจาก http://gotoknow.org/blog/health2you/6629
แถมตารางให้ครับ เป็นแคลเซี่ยมในอาหารชนิดต่างๆในส่วน 100 กรัม
ขอเน้นว่าต่อ 100 กรัมนะครับ
เพราะบางอย่างดูเยอะอย่างพวกงาดำหรือกุ้งแห้งแต่ว่าเราคงกินไม่ถึง 100 กรัม
มี
คำถามมาว่าเห็นในตารางจากต่างประเทศหลายอันที่บอกว่าคนเราต้องการแคลเซี่ยม
ประมาณวันละ 1000มิลลิกรัม แล้วเราจะกินได้พอหรือ ...
คำตอบก็คือในคนไทยหรือคนที่ไม่ใช่ชาวยุโรปอาจจะไม่ได้ต้องการแคลเซี่ยมมาก
ขนาดนั้นก็ได้ครับ ดังนั้นคนที่คำนวณแล้วได้ไม่ครบก็ไม่ต้องตกใจครับ
คุณกินอาหารให้ถูกสัดส่วน กินผักใบเขียวบ่อยๆ
ก็สามารถเสริมสร้างแคลเซี่ยมได้เช่นกัน
ทั้งนี้มีข้อสังเกตอย่างนึง ว่าส่วนมากแล้วแพทย์จะไม่ได้แนะนำให้มีการกินแคลเซี่ยมเสริมในคนที่มีสุขภาพ ร่างกายปกติดีและอายุน้อยนะครับ ถ้าคุณไปโพสถามในเว็บต่างๆบอกว่าคุณอยากกินเสริมแต่ไม่ได้บอกว่าป่วยเป็นโรค อะไร แพทย์หรือเภสัชกรก็จะไม่ได้แนะนำให้คุณกิน ... เพราะที่จริงอาหารประจำวันถ้าจัดดีๆก็เพียงพอแล้ว
2. วิตามิน D
วิตามินดี เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยในการดูดซึมและนำแคลเซี่ยมไปใช้ดังนั้นเราต้องรับให้พอ แหล่งที่มาของมันก็ได้มาจากอาหารและแสงแดด
อาหาร
ที่มีวิตามินDมากก็ได้แก่ น้ำมันตับปลา ไข่ ตับ ส่วนแสงแดด
ก็ได้จากการที่แสงเข้ามากระทบที่ผิวหนังจากนั้นมีกระบวนการสร้างวิตามินตัว
นี้จากไขมันที่อยู่
อย่างที่ผมบอกไว้ในเรื่องแคลเซี่ยมนะครับ
การแพทย์แผนปัจจุบันจะไม่เน้นการไปกินบำรุงหรือเน้นกินจนเกินไป
เพราะเราดูร่างกายทั้งส่วน ... ผมคงไม่เน้นให้กินไข่เยอะๆหรือกินตับแยะๆ
น้ำมันตับปลาไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่รู้จะไปหาจากไหน
เดี๋ยวเผลอไปกินบำรุงกระดูกเดี๋ยวจะได้เรื่องไขมันสูงมาแทน
ดังนั้นเหมือนเดิมครับ กินให้ถูกส่วนก็พอ
ดัง
นั้นแหล่งของวิตามินดีที่หาง่ายและไม่ต้องเสียเงินก็คือแสงแดดครับ
เพียงแค่ออกกำลังกายในช่วงที่มีแสงแดดอ่อนๆจะเช้าหรือเย็นก็ได้วันละประมาณ
15 นาที ก็เพียงพอแล้วครับ
ภาพจาก medicalimages.allrefer.com (แต่น่าจะลิขสิทธิ์ADAM)
3. ออกกำลังกาย
จะเห็นว่าคนที่ออกแรงอยู่เสมอ
มักจะมีปัญหาเรื่องกระดูกพรุนน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ออกกำลัง
ซึ่งก็เป็นไปตามหลักของการใช้งานครับ
ร่างกายของคนเราจะจัดการร่างกายให้เพียงพอกับสิ่งแวดล้อมที่ได้ ...
ถ้าเราออกกำลังกายและใช้กล้ามเนื้อในการรับน้ำหนักเยอะ
ร่างกายก็จะสะสมแคลเซี่ยมไปที่กระดูกมาก
ในทางกลับกันหากเราไม่ได้ออกแรงรับน้ำหนักเช่น
ไม่ออกกำลังกายหรือออกไปอยู่ในอวกาศ
ต่อให้กินแคลเซี่ยมและวิตามินดีเสริมเข้าไปยังไง
ร่างกายก็ขับออกเป็นสารที่ไม่ต้องการ
ดังนั้นเมื่อเชื่อมกับเรื่องแสงแดดและสุขภาพร่างกายส่วนอื่นๆ คุณก็ควรออกกำลังกายกลางแจ้งให้สัมผัสกับแสงแดดสักวันละ15-20นาทีครับ
4. หลีกเลี่ยงของที่ทำให้เราเสียแคลเซี่ยมหรือก่อกระดูกพรุนได้
สิ่ง
ที่มีงานวิจัยออกมาชัดเจนว่าทำให้เกิดกระดูกพรุนได้ก็คือยาสเตียรอยด์
ดังนั้นข้อควรปฎิบัติก็คือ ไม่ควรซื้อยาชุดมากินเอง ...
และถ้าเป็นโรคที่จำเป็นต้องใช้ยากลุ่มนี้ก็ต้องใช้ภายใต้การกำกับดูแลของ
แพทย์รวมทั้งต้องป้องกันกระดูกพรุนด้วยวิธีอื่นๆ
ส่วนปัจจัยอื่นๆที่มี
งานวิจัยออกมาว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับการเกิดกระดูกพรุนก็คือ การสูบบุหรี่
ดื่มเหล้า ดื่มกาแฟมากๆ ดื่มน้ำอัดลมมากๆ ...
ดังนั้นหลีกเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงครับ
ทุกอย่าง
ที่กล่าวมาเป็นเรื่องที่ผมเชื่อว่าทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้ว
และยืนยันได้ว่าถ้าคุณยังอายุไม่มากและยังไม่ป่วย
การดำเนินชีวิตแบบพอดีๆกินแต่พอดีออกกำลังกายแต่พอดี
ไม่กินอาหารหรือเสพสิ่งเสพติด และปฏิบัติตนอย่างสม่ำเสมอ
โรคกระดูกพรุนก็จะไม่ถามหา
โดยที่ไม่ต้องไปเสียเงินซื้ออะไรมากินเสริมให้วุ่นวายครับ
อ้างอิง
1. Pongchaiyakul C, Songpattanasilp T, Taechakraichana N. Burden of Osteoporosis in Thailand. J Med Assoc Thai 2008; 91 (2): 261-72. Chariyalertsak S, Suriyawongpisal P,ThakkinstainA. Mortality after hip fractures in Thailand. IntOrthop 2001; 25: 294-7
สอบวันศุกร์พอดี
แต่ก็ชอบกินผักใบเขียวและงา คงจะทดแทนกันได้...มั้งคะ

นอนดึก ไม่ได้ตื่นก่อน 8 โมง
นมก็ไม่อยากกิน
เบียร์ บ้าง..
ท่าทางต้องบำรุงซะแล้วแฮะ
#1 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-09-25 00:17