หมอให้ยาผิด.....หรือเปล่า -=Byหมอแมว=-
posted on 25 Aug 2008 18:02 by mor-maew in HealthVarietyในPantip.com (เมื่อประมาณ เมย 50) มีผู้ไปโพสกระทู้ในหลายๆโต๊ะว่า หมอให้ยาผิดจนเป็นสาเหตุให้ญาติสนิทของเจ้าของกระทู้ตาย เมื่ออ่านกระทู้ไปก็พบว่าญาติของเจ้าของกระทู้เป็นโรคหัวใจชนิดหนึ่งโดยห้อง หัวใจไม่ทำงานไปหนึ่งห้อง และแพทย์ก็ได้ปรับยาโดยให้ยาไวอากร้าเพื่อรักษาโดยบอกว่าเป็นทางเลือกสุด ท้ายแล้ว ซึ่งต่อมาผู้ป่วยก็เสียชีวิต
เจ้าของกระทู้มีความเชื่อว่า การที่ผู้ป่วยเสียชีวิตเกิดจากการได้ยาไวอากร้าจนทำให้เกิดการกระตุ้นจน หัวใจเต้นเร็วและเสียชีวิต ซึ่งหลังจากเจ้าของกระทู้โพสกระทู้แล้ว ก็มีคนหลายคนได้ไปให้ความเห็นในทำนองเห็นด้วย บางคนบอกว่ายาตัวนี้ห้ามให้อย่างเด็ดขาดในคนที่เป็นโรคหัวใจ(มีบางคนใช้ usernameเป็นพยาบาลด้วยซ้ำ) บางคนก็บอกในเชิงว่าให้รีบดำเนินเรื่องเพราะดูทีวีเรื่องแพทย์ อาจจะมีการทำลายหรือแก้ไขเวชระเบียน.........
จนกระทั่งมีเภสัชกรคนหนึ่ง(และต่อๆมาอีกหลายคน)ได้มาบอกว่า
ยาไวอากร้านี้ใช้รักษาโรคที่เรียกว่า Pulmonary Hypertensionได้
ซึ่งอาการที่เจ้าของกระทู้ว่ามา ก็เป็นอาการของโรคที่ว่านี้ทั้งสิ้น ...
ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นจะบอกว่าหมอให้ยาผิดหรือถูกก็ต้องดูว่าจริงๆแล้วโรคที่
เป็นคือโรคอะไร
เรื่องนี้บอกอะไรเราบ้าง
เรื่องนี้บอกให้เรารู้ว่าคนไทยยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้ยาอยู่
มากโดยเข้าใจไปว่ายาตัวหนึ่งๆ สามารถใช้รักษาโรคได้เพียงโรคเดียว ...
นอกจากนี้ จากกระทู้ดังกล่าวยังได้เห็นลักษณะที่เจอได้บ่อยคือ
ญาติหรือตัวผู้ป่วยเองบ่อยครั้งที่ไม่รู้ว่าป่วยเป็นโรคอะไร
ซึ่งเหตุเกิดจากการที่ไม่ได้ถาม
และที่สำคัญที่สุดก็คือ...
สงสัยอะไรแล้วไม่กล้าถาม
พอไม่เข้าใจก็ไปเล่าให้ผู้อื่นฟังหรือไปบ่นว่าในอินเตอร์เนทว่าหมอไม่ยอมตอบ
ข้อสงสัย(ที่ตนไม่ได้ถามหมอ)
เนื่องจากเล็งเห็นว่าปัญหาความเข้าใจ
ผิดเรื่องยาและโรคนั้นมีมากและพบได้บ่อย ...
และเห็นว่าคนส่วนใหญ่มักเก็บความสงสัยไว้กับตัวโดยไม่ถาม...
ผมจึงใคร่ขอเล่าเรื่องยาที่เข้าใจผิดได้บ่อยๆให้ได้ฟังกันครับ
1. Viagra (Sildenafil)
แม้คงจะไม่ได้
เป็นยาที่เจอบ่อย
แต่ความเข้าใจผิดต่อยาตัวนี้ค่อนข้างสูงทีเดียวเพราะว่าในบ้านเรามีแต่คน
รู้จักมันในฐานะยาปลุกเซ็กส์
(ทั้งที่ความจริงมันไม่ได้ปลุกเซ็กส์เพียงแค่ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวเท่านั้น
) โดยแรกเริ่มเดิมทีตอนที่มีการสร้างยาตัวนี้ขึ้นมา
วงการเภสัชกรรมผลิตยามุ่งหวังที่จะใช้ยาตัวนี้ในการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรค
Pulmonary Hypertension หรือกลุ่มโรคเส้นเลือดปอดตีบ
(ซึ่งเป็นโรคที่จะทำให้เกิดภาวะหัวใจทำงานหนักจนกลายเป็นหัวใจโตและหัวใจวาย
)แต่หลังจากทำการทดลองในคนได้ระยะหนึ่งปรากฎว่าเกิดมีผู้ป่วยบางคนที่ใช้ยา
มากกว่าที่ทางแพทย์กำหนดไว้ ... เมื่อสืบไปสืบมาจึงได้พบว่า
ยาตัวนี้ก่อผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยมากคือทำให้อวัยวะเพศชายแข็งตัว
แทน
ที่บริษัทผู้ผลิตจะล้มเลิกการผลิตยาตัวนี้จากการที่มีผลข้างเคียงที่พบบ่อย
มากคือทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว...
บริษัทยาก็เปลี่ยนเป็นใช้ยาตัวนี้รักษาภาวะนกเขาไม่ขันแทน
ดังนั้นยานี้จึงไม่ได้เป็นแค่ยาปลุกเซ็กส์
2. Propanolol
เคย
มีผู้ที่ได้ยานี้ไปเพื่อรักษาภาวะ Essential tremorหรืออาการสั่น
หลังจากกินมานานและไม่มีอาการอีกกลับมีคนไปบอกให้หยุดกินเพราะว่าเป็นยา
รักษาความดันถ้ากินมากๆจะช๊อค ผู้ป่วยก็รีบกลับมาว่าหมอหาว่าให้ยาผิด
ยา
ตัวนี้เป็นยาในกลุ่ม BetaBlocker
ซึ่งออกฤทธิ์ที่ส่วนของร่างกายที่เรียกว่า Beta receptor
ซึ่งมีอยู่ในหลายๆส่วนในร่างกาย ทำให้เกิดผลคือหัวใจเต้นช้าลง
ความดันโลหิตลดลง ฯลฯ ... กลไกเป็นอย่างไรช่างมันเถอะครับ แต่โดยรวมแล้ว
มันสามารถใช้รักษาภาวะหรือโรคหลายอย่าง
ทำให้มันมีที่ใช้ในการรักษาโรคหัวใจบางชนิด โรคความดันโลหิตสูง
ใจสั่นจากการเป็นธัยรอยด์เป็นพิษ โรคEssential tremor
ป้องกันการกำเริบของไมเกรน ป้องกันเลือดออกในกระเพาะ(ในคนที่เป็นตับแข็ง)
ฯลฯ
ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่ยาความดันครับ แต่ยังรักษาโรคได้อีกหลายชนิด
3. ยากลุ่ม ACE inhibitor (ตัวที่เจอบ่อยคือEnalapril )
ยา
ตัวนี้ส่วนมากจะใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง
แต่ภายหลังวงการสาธารณสุขได้ค้นพบคุณประโยชน์อันวิเศษของมันในการรักษาโรค
หลายโรค ทำให้ถูกนำไปใช้ในการรักษาหลายอย่างเช่น รักษาโรคหัวใจวายHeart
Failure ใช้ในคนที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด ป้องกันภาวะไตวายจากเบาหวาน
ดังนั้นในจึงไม่แปลกใจที่บางคนซึ่งไม่ได้เป็นโรคความดันโลหิตสูงจะได้ยาตัวนี้ครับ
4. Cyproheptadine
เป็น
ยาที่อยู่ในกลุ่มAntihistamine หรือที่รู้จักกันว่าเป็นยาแก้แพ้
แต่มันมีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการหิวข้าวอยากอาหาร
ดังนั้นยาตัวนี้จึงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในชื่อ "ยากินข้าวได้"
"ยาเจริญอาหาร"
เรื่องที่หมอจะเอามาใช้ในการแก้แพ้นั้นมักไม่มีปัญหา
เพราะหมอมักจะสั่งยาแก้แพ้ตัวอื่นให้
แต่มีปัญหาว่าในบางตำราใช้ยาตัวนี้ในการรักษาโรคไมเกรน
ดังนั้นอาจจะมีผู้ป่วยไมเกรนบางรายที่งงว่าทำไมตนเองถึงได้ยาเจริญอาหารมาก
กิน
5. Chlorpheniramine CPM
ยา
ตัวนี้เป็นยากลุ่ม antihistamine หรือที่รู้จักกันดีในชื่อยาแก้แพ้ ...
ดังนั้นจึงใช้ในการรักษาโรคที่มีสาเหตุจากการแพ้ต่างๆ
ปัญหาอยู่ที่ว่าหลายๆคนไม่ทราบว่าอาการที่ตนเองเป็นอยู่นั้นเป็นอาการที่
เกิดจากอาการแพ้ อย่างเช่น อาการไอเรื้อรัง อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ตาแดง
ผื่นคันเรื้อรัง หอบหืด ดังนั้นปัญหาที่พบในยานี้คือบางครั้งให้ไปแล้ว
ถึงแม้จะบอกว่าเป็นยาที่ใช้เพื่อแก้อาการที่ผู้ป่วยเป็นอยู่
อีกที่ใช้นึงก็คือการใช้เพื่อช่วยนอนหลับในรายที่แพทย์ไม่ต้องการให้ยานอนหลับ
6. Flunarizine
ในบางที่นิยมใช้ในการรักษาอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนอันเนื่องมาจากหูชั้นในผิดปกติ บางที่ก็ใช้ในการป้องกันไมเกรน
7. Diclofenac
ชื่อ
นี้อาจจะไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่าโวลทาเรน หลายๆคนอาจจะร้องอ๋อ
(ผมไม่ได้ค่าโฆษณานะครับ)
ปกติยาตัวนี้ถูกใช้บ่อยในฐานะยารักษาอาการอักเสบปวดกล้ามเนื้อ
โดยอยู่ในกลุ่ม NSAIDs
ในกระบวนการของยากลุ่มNSAIDsจะมีการทำงานเกี่ยวข้องกับกลไกที่ชื่อ Cox-1 และ Cox-2 และ Prostaglandin
บังเอิญ
ว่ามีโรคกลุ่มที่เป็นโรคนิ่วในท่อไต
ซึ่งเมื่อมีอาการกำเริบจะเกิดอาการปวดท้องอย่างมาก(มากมาก)
ซึ่งการปวดท้องจากนิ่วนี้จะปวดโดยผ่านกลไกที่ได้กล่าวไป
ดังนั้นยาตัวนี้
จึงถูกนำมาใช้ในการรักษาอาการจากนิ่วได้.....
แต่เนื่องจากโรคนิ่วในท่อไตนี้เจอน้อยกว่าโรคปวดกล้ามเนื้อ
บางครั้งพอผมสั่งยาไปแล้วก็จะเกิดบทสนทนาว่า
หมอแมว "ยาตัวนี้ใช้แก้อาการปวดจากนิ่วได้ครับ"
ผู้ป่วย "ไม่จริงหรอกหมอ ยาตัวนี้ผมเคยใช้แก้ปวดกษัยเส้น"
หมอแมว "แต่มันมีฤทธิ์แก้ปวดจากนิ่วด้วยครับ"
ผู้ป่วย "ตลกแล้วหมอ ไปเอามาจากไหน"
ยืนยันว่าใช้แก้ปวดจากนิ่วได้ครับ เพียงแต่ว่าเรื่องนิ่วพอหายปวดแล้วต้องไปรักษาต่ออยู่ดี
8. Hydroxyzine
ยา
ตัวนี้หลายคนรู้จักในชื่อ Atarax ....
ที่ใช้ที่พบได้บ่อยคือในกรณีที่มีอาการแพ้หรือมีผื่นคัน ...
และเนื่องจากถูกใช้ในเรื่องแพ้และคันมาก
บางคนก็เลยอาจจะไม่รู้ว่าจริงๆแล้วยาตัวนี้ก็มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท
ทำให้เกิดอาการง่วงนอนได้ ...
ดังนั้นบางครั้งมีอาการอื่นที่ไม่ใช่อาการแพ้ แต่ก็อาจได้ยาตัวนี้ได้
(ยา
ตัวนี้มีความหลัง... เคยหน้าแตกตอนไปซื้อยาโดยบอกชื่อว่า "Hydroxyzine"
ปรากฎว่าคนขายไม่รู้จัก พอดีเหลือบไปเห็นเข้าก็เลยชี้เข้า
เลยโดนคนขายสอนว่า "ทีหลังให้บอกว่าต้องการAtarax บอกว่า
Hydroxyzineใครจะไปรู้จัก" ..... วิธีการของผมคือ เปลี่ยนร้านครับ
รู้สึกว่าคนขายต้องไม่ใช่เภสัชแน่ๆ)
9. Daflon
ใช้
ชื่อนี้เพราะว่าถ้าไปบอกว่า micronized purify flavonoidic fraction
คงงงกันเป็นแถว (ผมเองก็ยังงง ต้องเปิดหาชื่อสามัญจากหนังสือยาเหมือนกัน)
ยา
ตัวนี้มีที่ใช้หลักๆสองอย่าง นั่นคือรักษาภาวะริดสีดวงทวาร และ
รักษาภาวะเส้นเลือดขอด
ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากลิ้นของหลอดเลือดดำทำงานผิดปกติเหมือนกัน
แต่ผู้ป่วยหลายคนไม่เป็นแบบนั้น
เพราะ
ผมเองเคยโดนผู้ป่วยเอายามาต่อว่าหลังจากผู้ป่วยได้ยาตัวนี้เพื่อรักษาเส้น
เลือดขอดแล้วมีคนไปบอกว่าเป็นยารักษาริดสีดวงทวาร (เป็นโชคร้ายของผม
เพราะผู้ป่วยรายนี้ผมก็ไม่ได้เป็นคนสั่งยาให้...
แต่ทำไมมาขว้างใส่ผมก็ไม่รู้-_-'')
10. Paracetamol
ยาพาราเซตามอล .... เอาเป็นว่ามันมีฤทธิ์แก้ปวด และลดไข้
เชื่อหรือไม่ว่ามีคนคิดว่าผมสั่งยาผิดตอนที่สั่งยาParacetamolเพื่อแก้ปวด.... เพราะเค้าคิดว่ายาตัวนี้ลดไข้ได้อย่างเดียว
สรุปว่าใช้แก้ปวดได้ครับ
ยกตัวอย่างมาแค่สัก10ตัวอย่างที่พบบ่อยก่อนครับ... อ่านอย่างเนิ่นนานถึงจุดนี้แล้วท่านได้ความรู้อะไรบ้างไหม....
ได้
ความรู้ว่า ถ้าได้ยามาแล้วรู้สึกว่ามันอาจจะไม่ตรงกับโรคที่เป็น
แปลว่ายานั้นมีฤทธิ์ที่เราไม่รู้จัก... ติ๊ก ต่อก ติ๊ก ต่อก คำตอบคือ
ไม่ใช่ครับ ที่ผมจะบอกไม่ใช่อย่างนั้น ที่ผมต้องการให้ทุกท่านทราบคือ
1. เมื่อท่านไปรักษากับใครก็ตาม ท่านต้องรู้ว่าท่านป่วยเป็นโรคอะไร
โดย
ท่านควรจะถามชื่อโรคหรือภาวะที่เป็นจากแพทย์ผู้รักษา
ปัญหาที่เจอบ่อยคือบางครั้งแพทย์อาจจะบอกท่านแค่ครั้งเดียวในครั้งแรกที่
วินิจฉัย(หลังจากนั้นรับยาปรับยา)
หรือบางครั้งแพทย์บอกแล้วท่านจำไม่ได้(กระทั่งไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าแพทย์บอก
ชื่อโรคไปแล้ว)
ชื่อโรคที่ถามอาจจะเป็นชื่อภาษาไทย
แต่ถ้ากรณีที่ท่านรู้ภาษาอังกฤษก็ควรจะถามชื่อภาษาอังกฤษไว้ด้วย
เพราะโรคหลายโรคไม่มีศัพท์บัญญัติภาษาไทยที่ชัดเจน
สิ่งที่ไม่ควรทำคือการเดาชื่อโรคเอาเอง หรือเดาชื่อโรคจากยาที่ได้
2. ท่านต้องรู้ว่ายาที่ท่านได้ชื่ออะไร
ชื่อ
ที่รู้ต้องไม่ใช่ชื่อประเภท"ยาใจไม่ดี" "ยาบำรุง" "ยาหัวใจ" ...
แต่ต้องเป็นชื่อที่เรียกว่าชื่อสามัญ(หรือชื่อการค้าก็ได้...)
ซึ่งเป็นชื่อที่จะสามารถใช้บอกได้ว่ายาเม็ดนั้นเป็นยาอะไรโดยอาจจะด้วยการ
ถามแพทย์เภสัชท่านอื่นๆ หรือเอาไปเปิดตำราดู
เหตุที่ต้องรู้ ก็เพราะว่าการที่ได้ยามาแล้วสงสัยว่าอาจจะได้ยาไม่ตรงกับโรค สิ่งที่เป็นไปได้คือ
- ยาไม่ตรงกับโรคจริงๆ เช่นจ่ายยาผิด
- ยาตรงกับโรค แต่ว่าเราไม่รู้
ถ้า
ไม่แน่ใจ ก็ให้ถามดูครับ
อย่านอนใจไปคิดว่ายาตัวนั้นมีฤทธิ์แปลกพิศดารที่เราไม่รู้จัก ...
ถามไปเลยครับไม่ต้องกลัวหน้าแตก
ถามแล้วรู้ว่าเราเข้าใจผิดยังดีกว่าไม่ถามหมอหรือเภสัชกรที่จ่ายยา
แล้วเอาไปกังวลหรือบ่นกับคนอื่น
3. ควรถามรายละเอียดจากผู้ที่มีส่วนในการรักษาโดยตรง
ทั้ง
เรื่องโรคที่เป็นหรือการวินิจฉัย ยา การรักษา แผนการรักษา
เหตุผลหรือสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการรักษา
ให้ถามแพทย์เจ้าของไข้เป็นดีที่สุด(ความหมาย :
คนที่สั่งจ่ายยาหรือสั่งการรักษา)
เหตุผลก็คือ ในการรักษา ผู้ที่อยู่ในกระบวนการวินิจฉัย ตรวจ รักษา มากที่สุดคือแพทย์เจ้าของไข้
สิ่ง
ที่เจอได้บ่อยในการตรวจรักษาประจำวันของผมคือ
แม้จะอธิบายอะไรไปมากเพียงใดก็ตาม
จะมีผู้ป่วยส่วนหนึ่งที่ไปถามพยาบาลหรือเภสัชกรเรื่องโรคที่เป็น(ซึ่งก็ต้อง
งงเป็นธรรมดา เพราะว่าไม่ได้เป็นคนตรวจ)
สิ่งที่เจอได้อีกก็คือ
การเก็บคำถามคาใจเอาไว้ ไม่ถามแพทย์เจ้าของไข้ ....
หรือบางครั้งมีความคิดจะถามแต่ใช้คำพูดจาไม่เหมาะสมหรือสื่อความหมายไม่ดี
ก็ทำให้แพทย์ไม่ได้บอกสิ่งที่ต้องการ
เมื่อไม่รู้ไม่ได้ถามแล้วสงสัย
สิ่งที่ตามมาก็คือ การมาบ่น ว่า
โพสตำหนิแพทย์ตามเวบบอร์ดต่างๆว่าไม่ให้ข้อมูล(...ทั้งที่บางครั้งไม่เคยถาม
แพทย์) หรือการโพสข้อมูลการป่วยแล้วถามว่าป่วยเป็นอะไร รักษาอย่างไร
จะต้องทำอะไรต่อบ้าง ......
ทั้งที่ถ้าถามแพทย์เจ้าของไข้ก็รู้ได้โดยไม่ต้องมานั่งสงสัย
4. ระมัดระวังการถามหรือค้นคว้าหาข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เนท
ถ้าคุณตั้งคำถามเรื่องอาการหรือผลตรวจบางอย่างในอินเตอร์เนท คำตอบที่คุณจะพบได้บ่อยคือ
- ฟันธงว่าเป็นโรคนั้นโรคนี้ ชัวร์ ให้รีบไปรักษาแบบนั้นแบบนี้
-
คำตอบที่บอกว่าต้องตรวจเพิ่มเติม หรือไปตรวจกับแพทย์โดยตรง
เพราะอาจจะเป็นโรค1. 2. 3. 4.
หรือไม่ก็อาจจะมีอาการอย่างอื่นที่ต้องใช้การตรวจ
แล้วรู้สึกหรือไม่ครับ
ว่าคนที่ตอบแบบฟันธงมักเป็นผู้ที่ไม่ได้เรียนทางสายการแพทย์สาธารณสุข
ส่วนคนที่เรียนมากลับตอบอย่างคลุมเครือและกว้างเหลือเกิน
ทำไมมันจึงกลับกันเช่นนี้.... ผมคงไม่บอกครับ แต่เชื่อว่าท่านใดทนอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ได้ ย่อมต้องพอนึกเหตุผลออกแล้ว
....................
จุดประสงค์ของกระทู้นี้ คือการเสริมสร้างความเข้าใจครับ ไม่ได้พุ่งเป้ากล่าวโทษหรือหาคนผิด
การจ่ายยาผิด การสั่งยาผิด เป็นสิ่งที่เจอได้อยู่แล้วในทั่วโลกและทุกประเทศ
แต่
สิ่งที่เจอและพบเห็นได้บ่อยกว่าคือการสื่อสารไม่เข้าใจกันระหว่างผู้ทำงาน
ทางสาธารณสุขและคนที่มารับยา ซึ่งผลลงเอยสุดท้าย
ผู้ให้บริการมักตกเป็นจำเลยในทุกกรณี
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
แทนที่เราจะไปสนใจเรื่องที่เจอบ่อยกว่าและเรื่องที่แก้ไขได้ ... เช่น ...
การให้ความสนใจกับโรค การใส่ใจกับการรักษาสุขภาพของตนเอง
เรากลับไปกล่าว
โทษหรือบอกว่า หมอจ่ายยาผิด เภสัชจ่ายยาผิด ...
ทั้งที่จริงๆแล้วเรื่องการจ่ายยาผิดนี้เป็นสิ่งที่แพทย์เภสัชพยายามระมัด
ระวังและพยายามให้เกิดน้อยที่สุดอยู่แล้ว
ถ้าไม่มีฉลากยาละแย่เลย
ความรู้เยอะมาก
ขอบคุณนะคะ
หมอแมว รักษานางแมวให้เลิกยั่วประสามทีได้ไหมคะ
อิอิ
#1 By "นางแมว...ยั่วประสาท" on 2008-08-25 18:11