ยาแก้อักเสบ ยิ่งแรงยิ่งดี(จริงหรือ?) -=Byหมอแมว=-
posted on 12 Aug 2008 16:34 by mor-maew in HealthVariety


คุณรู้จักยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบไหมครับ
ก็ยาตัวที่คุณกินเวลาเจ็บคอ มีแผล หรือติดเชื้อต่างๆนั่นไงครับ เป็นยาที่หมอจะบอกไว้ว่าต้องกินจนหมด
หลายๆตัวผมเชื่อว่าคุณๆจะต้องรู้จักกัน อย่างเช่นอะม๊อกซี่ Amoxy นอฟ๊อก Norflox เพราะเห็นหลายๆคนในเวปต่างๆพูดถึงกันมาก
จากการที่เล่นเนทมาระยะหนึ่ง ได้อ่านคำแนะนำของคนทั่วไปหลายๆคนว่าใช้ตัวนี้แล้วไม่หาย ให้เปลี่ยนไปใช้อีกตัวนึง
ใช้อะม๊อกซี่Amoxyไม่หาย ให้เปลี่ยนไปใช้อ๊อกเมนตินAugmentin
ใช้นอฟอกNorfloxไม่หาย ให้เปลี่ยนเป็น ซิโปรเบ Ciprobay
ตัวอย่างเจอได้บ่อยๆในรพ.ที่ผมอยู่ก็คือ ผู้ป่วยเคยไปรักษาในกรุงเทพฯมาก่อน
เมื่อกลับมาอยู่บ้าน เวลามารพ.ก็จะขอยาแก้อักเสบ"แรงๆ"ตลอด
ผู้ชายคนนึงเป็นไข้เจ็บคอ ผมตรวจแล้วคอก็ไม่ค่อยแดง ทอนซิลไม่โต ไม่มีไข้
เมื่อผมจะสั่งยาให้กลับบ้านโดยให้เป็นยาลดน้ำมูกแก้แพ้ ยาลดไข้
(และยาละลายเสมหะซึ่งให้ไปงั้นๆ)
ปรากฎว่าผู้ป่วยบอกว่า"ต้องการAugmentinเท่านั้น"ถ้าไม่ได้จะไม่ยอมกลับ...
ผมใช้เวลากับผู้ป่วยรายนี้อยู่นาน
ไม่ว่าจะอธิบายว่าไม่มีความจำเป็นเพียงใดเขาก็ยังยืนยันว่าต้องการยาตัวนี้
และ"หมอจะต้องให้ยาตัวนี้โดยใช้สิทธิสามสิบบาท"
ผมปฏิเสธไม่ยอมจ่ายยาตัวนี้ ผู้ชายคนนี้จากไปพร้อมกับบอกว่าผมรักษาโดยไม่มีมาตรฐาน
ผู้ป่วยเด็กพ่อแม่พอไปรักษาที่คลินิก ได้ยาแก้อักเสบมาตัวนึงชื่อZithromax
กินไปได้ช้อนนึงไม่ดีขึ้นก็พามารพ. มาถึงรพ.บอกว่ายาไม่ดี
ต้องการเปลี่ยนยาเป็นยาที่แรงกว่านี้
อ่านดู2กรณีแล้ว นึกอะไรได้ลองนึกไว้ในใจนะครับ
ปัญหาเชื้อดื้อยา จัดว่าเป็นปัญหาที่รุนแรงพอสมควรในเมืองไทยขณะนี้
การประชุมโรคติดเชื้อแต่ละปี ก็ต้องมีเรื่องเชื้อดื้อยาเข้ามาเกี่ยวข้อง
รายงานเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาที่ทำในรพ.30-40แห่งทั่วประเทศ
ก็ชี้ให้เห็นว่าเชื้อโรคเมืองไทยเริ่มดื้อยามากขึ้นทีละน้อย
บางคนได้ยินว่าเชื้อดื้อยาก็ไม่คิดอะไร ก็บอกแค่ว่า "ก็ให้ยาแรงขึ้นสิ"
ไม่เห็นยากอะไร.... ความคิดแบบนี้ยังมีในสังคมทั่วไป
ซึ่งนับว่าเป็นความเชื่อที่น่ากลัว
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายความเชื่อที่อยากจะนำมาเสนอในครั้งนี้
1. ป่วย มีไข้ ต้องใช้ยาแก้อักเสบ
เวลามีคนป่วยมารพ.ด้วยอาการมีไข้ เวลาจ่ายยากลับบ้านแล้วไม่มียาแก้อักเสบ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยจะย้อนกลับมาขอยาแก้อักเสบ
ยาแก้อักเสบหรือยาปฏิชีวนะ ส่วนใหญ่ใช้ในการรักษาเชื้อในกลุ่มแบคทีเรีย ส่วนน้อยจะมียาบางชนิดที่ใช้ในการรักษาเชื้อไวรัสหรือเชื้อรา
โรคส่วนใหญ่ของคนที่มารพ. เป็นโรคทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร
นั่นคือกลุ่มพวกไข้เจ็บคอ หรือท้องเสีย ซึ่งในกลุ่มนี้
ส่วนใหญ่ของการติดเชื้อจะเป็นเชื้อไวรัส ....
ซึ่งการให้ยาแก้อักเสบส่วนใหญ่ก็เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
จึงไม่ค่อยได้ประโยชน์
การให้ยาแก้อักเสบในผู้ป่วยทุกรายที่ป่วยมีไข้
ก็อาจจะเป็นการรักษาที่เกินไปสักนิดนึง และจะสร้างมาตรฐานที่ไม่ดี
ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดว่า ถ้าไม่ได้ยาแก้อักเสบคือไม่มีมาตรฐาน
2. ยาแพง ยาแรง
ผู้ป่วยบางคน ดูราคายาแล้วตัดสินว่ารักษาดีหรือไม่ , หรืออย่างง่ายหน่อย
ถ้าป่วยแล้วรู้สึกว่าอาการไม่สบายมีมาก
ถ้าเห็นชื่อยาแล้วคุ้นหูคุ้นตาก็จะรู้สึกว่าไม่ดีพอ
คำว่า"ยาแรง" เป็นคำที่ก่อความเข้าใจผิดกันมานานมาก เนื่องจากทำให้เข้าใจว่า ยามีแบบแรงแบบอ่อน
ที่ร้ายไปกว่านั้น กลายเป็นว่า ถ้ารักษาไม่หาย แปลว่าแพทย์เอายาห่วยๆถูกๆมาให้ ทั้งที่ถ้าเอายาแรงๆมาให้ก็จะหายป่วยได้
ที่จริงการใช้ยาปฏิชีวนะ ไม่ควรใช้คำว่า"ยาแรง" แต่ต้องเรียกว่า ต้องเลือกใช้ยาตามเชื้อที่เป็น
เชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคกันก็มีหลายชนิดแตกต่างกันไป โดยการเลือกใช้ยา ก็ต้องดูว่ายาตัวนี้ สามารถใช้ได้กับเชื้อตัวนี้หรือไม่
ยาราคาแพงบางตัวถูกสร้างขึ้นมาโดยมีความสามารถฆ่าเชื้อไม่กี่ชนิด ...
และบ่อยครั้ง ที่ยาราคาแพงบางตัว ไม่สามารถนำมาใช้รักษาโรคง่ายๆได้
ยกตัวอย่างเช่น โรคติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ ใช้ยาNorfloxacin เม็ดละบาท
สามวันหาย , แต่ไปใช้ยาClindamycin ราคาแพงกว่ากันหลายสิบเท่า กลับไม่หาย
3. หายแล้วก็หยุดกินได้
จริงๆ
แล้ว ทุกคนรู้ว่าการใช้ยาฆ่าเชื้อ ต้องกินจนครบ
ไม่ควรหยุดก่อนหรือหยุดเมื่อรู้สึกว่าดีขึ้น แต่ในสภาพปัจจุบัน
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะกินเพียงสองสามวันเท่านั้น
หลังจากนั้นก็เก็บเอายานั้นไว้ใช้ในครั้งต่อไป
การทำเช่นนี้ก่อผลเสีย
สองอย่างก็คือ อย่างแรก ในครั้งแรก
การได้รับยาไม่พอก็จะทำให้เชื้อเกิดการดื้อยาขึ้นมาบางส่วนและยังไม่ทันถูก
ฆ่าให้หมดไป... ถึงจะหายป่วย แต่ก็จะมีเชื้อที่ดื้อยาหลงเหลืออยู่
อย่าง
ที่สอง เมื่อเก็บยาไว้ใช้ในครั้งต่อไป มักจะเก็บไม่ถูกวิธี
ยาที่ใช้ก็เสื่อมสภาพไป
เมื่อนำมาใช้ก็ให้ระดับยาที่ต่ำเกินกว่าที่จะฆ่าเชื้อได้
ก็จะทำให้เชื้อที่เสี่ยงจะดื้อยาอยู่แล้วเกิดการดื้อยาเพิ่มยิ่งขึ้นไปอีก
4. เราสามารถซื้อยาตามอาการได้
เวลาที่ไปร้านขายยา
ผมจะเห็นยาที่วางขายให้หยิบจ่ายกันง่ายๆอย่างไม่มีการควบคุม อย่างเช่น
"เพนนิซิลิน5แสน" "เตตร้าซัยคลิน" เอาไว้ซื้อหาไว้แก้อาการตามต้องการ
เจ็บคอ มีแผล รู้สึกไม่สบาย ก็เดินเข้ามาแล้วสั่งยากัน...
หรือที่เจอ
บ่อยๆอีกเช่นกัน ก็คือ เดินเข้าร้านปุ๊บก็บอกว่า "เจ็บคอ
ขอซื้อAugmentinหน่อย" ทางร้านก็บ้าจี้ขายให้... แม้แต่ที่เคยลองเอง
เจ็บคอ ไปซื้อยาแก้เจ็บคอ ยังเคยได้Amoxyมาเลย
อย่างที่ได้กล่าวไว้ว่า
การใช้ยาปฏิชีวนะ ต้องใช้โดยมีความรู้เรื่องเชื้อเรื่องยา
การซื้อเองโดยไม่มีความรู้หรือคิดว่ารู้(แต่จริงๆไม่รู้)
นอกจากจะได้ยาไม่ตรงกับสิ่งที่เป็นอยู่ ยังอาจเกิดอันตรายได้
มิฉะนั้น เขาคงไม่ระบุไว้ข้างกล่องหรอกครับว่า "ยาอันตราย"
5.ใช้ยากว้างๆดีกว่าใช้ยาแคบๆ
คนที่พอรู้เรื่องยาบ้าง จะรู้ว่ายาบางชนิดมีการออกฤทธิ์ที่กว้าง
สามารถฆ่าเชื้อได้หลายชนิด
สมัยก่อนเวลาป่วยไม่สบายเป็นอะไรก็ตามไปร้านขายยาก็จะได้ยาพวกเตตร้าซัยคลิ
นหรือด๊อกซี่ซัยคลินมา เนื่องจากเป็นยาที่ราคาถูก
และมีการออกฤทธิ์ที่กว้าง ไม่ว่าจะติดเชื้อทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร
ทางเดินปัสสาวะ ผิวหนัง ถ้าไม่ได้เป็นหนักหนาหรือเชื้อดื้อยานัก
ได้ยาพวกนี้ไปอาการก็บรรเทาทั้งนั้น
ในทางกลับกัน แพทย์จะเลือกยาที่ออกฤทธิ์แคบที่สุดเท่าที่จะแคบได้ในการรักษาโรค
สาเหตุหนึ่งคือ ราคาถูก
แต่สาเหตุที่สำคัญกว่าคือ ป้องกันการดื้อยา
อย่าง
เช่นปัจจุบัน เจ้ายาด๊อกซี่ซัยคลิน
แพทย์ในรพ.จะใช้ต่อเมื่อสงสัยการติดเชื้อกลุ่มRickettsia
(ในเมืองไทยก็พวกโรคScrub typhus) และจะพยายามไม่ใช้ยานี้พร่ำเพรื่อนัก
เพราะเจ้าโรคScrub typhusที่ว่านี้
เป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อยแต่มียาให้เลือกแค่ไม่กี่ตัว
(บางตัวก็เลิกใช้กันไปแล้วเพราะผลข้างเคียงรุนแรง)
ถ้าหากเชื้อเกิดดื้อยาขึ้นมา ก็จะกลายเป็นว่าไม่สามารถรักษาโรคนี้ได้
ตอนนี้ในภาคเหนือของเมืองไทยก็เริ่มเกิดเชื้อScrub ที่ดื้อต่อยาด็อกซี่ซัยคลิน และเริ่มเป็นปัญหาในการรักษาแล้ว ...
หากปกติยาตัวนี้ถูกใช้ตามความจำเป็นจริงๆ เชื่อว่าคงไม่มีปัญหา
แต่ว่านี่ซื้อหากันง่ายอย่างกับขนม...
เจ็บคอ.... เตตร้า , ไข้.... เตตร้า , ฉี่ขัด.... เตตร้า , แผลฝี.... เตตร้า ,
........................
พอกลายเป็นโรคที่จำเป็นต้องใช้จริงๆเช่นเป็นฉี่หนู เป็นScrub
ปรากฎว่าดันไม่หาย เพราะเชื้ออยู่ในชุมชนที่ใช้เตตร้ากันจนชิน
กินกันเป็นกิจวัตร
เชื้อโรคเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง
ตัวมันเองก็ต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดให้ได้
กลไกที่สำคัญที่สุดในการจัดการมนุษย์ก็คือการดื้อยา เชื่อกันว่า
หากปล่อยไว้อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคต
เชื้อก็จะสามารถปรับตัวจนดื้อยาทุกชนิดที่เรามีในโลกได้
เนื่องจากการดื้อยาของเชื้อโรค สามารถเกิดได้ทุกครั้งที่เชื้อโรคได้เห็นยา ... ดังนั้น
หนทางเดียวที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการดื้อยาได้ ก็คือ
การใช้ยาปฏิชีวนะให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ...
ส่วนหนึ่งผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับยาเช่นแพทย์ เภสัช พยาบาล คนขายยา (และเจ้าของร้านชำบางแห่ง)ก็ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม ...
อีกส่วนหนึ่ง ประชาชน ก็ต้องเลิกพฤติกรรมการเลือกซื้อยาปฏิชีวนะในรูปแบบการเดินจ่ายตลาด อยากได้อะไรก็จะเอา
มิฉะนั้น ซักวันจะไม่เหลือยาอะไรให้ใช้ครับ
ภาพประกอบ
1.
http://images.businessweek.com/ss/07/02/0216_innovations/image/antibiotic.jpg

เดี๋ยวต้องเอาไปบอกพ่อกับแม่ จะได้เชื่อสักที
#1 By คุณหนูเรื่อยเปื่อย on 2008-08-12 16:48