หมอแมว View my profile

 

 http://images.businessweek.com/ss/07/02/0216_innovations/image/antibiotic.jpg

คุณรู้จักยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบไหมครับ
ก็ยาตัวที่คุณกินเวลาเจ็บคอ มีแผล หรือติดเชื้อต่างๆนั่นไงครับ เป็นยาที่หมอจะบอกไว้ว่าต้องกินจนหมด
หลายๆตัวผมเชื่อว่าคุณๆจะต้องรู้จักกัน อย่างเช่นอะม๊อกซี่ Amoxy นอฟ๊อก Norflox เพราะเห็นหลายๆคนในเวปต่างๆพูดถึงกันมาก

จากการที่เล่นเนทมาระยะหนึ่ง ได้อ่านคำแนะนำของคนทั่วไปหลายๆคนว่าใช้ตัวนี้แล้วไม่หาย ให้เปลี่ยนไปใช้อีกตัวนึง
ใช้อะม๊อกซี่Amoxyไม่หาย ให้เปลี่ยนไปใช้อ๊อกเมนตินAugmentin
ใช้นอฟอกNorfloxไม่หาย ให้เปลี่ยนเป็น ซิโปรเบ Ciprobay

 

อันนี้คือความเชื่อผิดๆที่ว่า "ยาแก้อักเสบ ยิ่งแรง ยิ่งดี" ที่เจอได้บ่อยในสังคมไทย


ตัวอย่างเจอได้บ่อยๆในรพ.ที่ผมอยู่ก็คือ ผู้ป่วยเคยไปรักษาในกรุงเทพฯมาก่อน เมื่อกลับมาอยู่บ้าน เวลามารพ.ก็จะขอยาแก้อักเสบ"แรงๆ"ตลอด
ผู้ชายคนนึงเป็นไข้เจ็บคอ ผมตรวจแล้วคอก็ไม่ค่อยแดง ทอนซิลไม่โต ไม่มีไข้ เมื่อผมจะสั่งยาให้กลับบ้านโดยให้เป็นยาลดน้ำมูกแก้แพ้ ยาลดไข้ (และยาละลายเสมหะซึ่งให้ไปงั้นๆ) ปรากฎว่าผู้ป่วยบอกว่า"ต้องการAugmentinเท่านั้น"ถ้าไม่ได้จะไม่ยอมกลับ... ผมใช้เวลากับผู้ป่วยรายนี้อยู่นาน ไม่ว่าจะอธิบายว่าไม่มีความจำเป็นเพียงใดเขาก็ยังยืนยันว่าต้องการยาตัวนี้ และ"หมอจะต้องให้ยาตัวนี้โดยใช้สิทธิสามสิบบาท"
ผมปฏิเสธไม่ยอมจ่ายยาตัวนี้ ผู้ชายคนนี้จากไปพร้อมกับบอกว่าผมรักษาโดยไม่มีมาตรฐาน
ผู้ป่วยเด็กพ่อแม่พอไปรักษาที่คลินิก ได้ยาแก้อักเสบมาตัวนึงชื่อZithromax กินไปได้ช้อนนึงไม่ดีขึ้นก็พามารพ. มาถึงรพ.บอกว่ายาไม่ดี ต้องการเปลี่ยนยาเป็นยาที่แรงกว่านี้


อ่านดู2กรณีแล้ว นึกอะไรได้ลองนึกไว้ในใจนะครับ

ปัญหาเชื้อดื้อยา จัดว่าเป็นปัญหาที่รุนแรงพอสมควรในเมืองไทยขณะนี้ การประชุมโรคติดเชื้อแต่ละปี ก็ต้องมีเรื่องเชื้อดื้อยาเข้ามาเกี่ยวข้อง รายงานเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาที่ทำในรพ.30-40แห่งทั่วประเทศ ก็ชี้ให้เห็นว่าเชื้อโรคเมืองไทยเริ่มดื้อยามากขึ้นทีละน้อย
บางคนได้ยินว่าเชื้อดื้อยาก็ไม่คิดอะไร ก็บอกแค่ว่า "ก็ให้ยาแรงขึ้นสิ" ไม่เห็นยากอะไร.... ความคิดแบบนี้ยังมีในสังคมทั่วไป ซึ่งนับว่าเป็นความเชื่อที่น่ากลัว นอกจากนี้ยังมีอีกหลายความเชื่อที่อยากจะนำมาเสนอในครั้งนี้

1. ป่วย มีไข้ ต้องใช้ยาแก้อักเสบ
เวลามีคนป่วยมารพ.ด้วยอาการมีไข้ เวลาจ่ายยากลับบ้านแล้วไม่มียาแก้อักเสบ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยจะย้อนกลับมาขอยาแก้อักเสบ
ยาแก้อักเสบหรือยาปฏิชีวนะ ส่วนใหญ่ใช้ในการรักษาเชื้อในกลุ่มแบคทีเรีย ส่วนน้อยจะมียาบางชนิดที่ใช้ในการรักษาเชื้อไวรัสหรือเชื้อรา
โรคส่วนใหญ่ของคนที่มารพ. เป็นโรคทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร นั่นคือกลุ่มพวกไข้เจ็บคอ หรือท้องเสีย ซึ่งในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่ของการติดเชื้อจะเป็นเชื้อไวรัส .... ซึ่งการให้ยาแก้อักเสบส่วนใหญ่ก็เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จึงไม่ค่อยได้ประโยชน์
การให้ยาแก้อักเสบในผู้ป่วยทุกรายที่ป่วยมีไข้ ก็อาจจะเป็นการรักษาที่เกินไปสักนิดนึง และจะสร้างมาตรฐานที่ไม่ดี ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดว่า ถ้าไม่ได้ยาแก้อักเสบคือไม่มีมาตรฐาน

2. ยาแพง ยาแรง
ผู้ป่วยบางคน ดูราคายาแล้วตัดสินว่ารักษาดีหรือไม่ , หรืออย่างง่ายหน่อย ถ้าป่วยแล้วรู้สึกว่าอาการไม่สบายมีมาก ถ้าเห็นชื่อยาแล้วคุ้นหูคุ้นตาก็จะรู้สึกว่าไม่ดีพอ
คำว่า"ยาแรง" เป็นคำที่ก่อความเข้าใจผิดกันมานานมาก เนื่องจากทำให้เข้าใจว่า ยามีแบบแรงแบบอ่อน
ที่ร้ายไปกว่านั้น กลายเป็นว่า ถ้ารักษาไม่หาย แปลว่าแพทย์เอายาห่วยๆถูกๆมาให้ ทั้งที่ถ้าเอายาแรงๆมาให้ก็จะหายป่วยได้
ที่จริงการใช้ยาปฏิชีวนะ ไม่ควรใช้คำว่า"ยาแรง" แต่ต้องเรียกว่า ต้องเลือกใช้ยาตามเชื้อที่เป็น
เชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคกันก็มีหลายชนิดแตกต่างกันไป โดยการเลือกใช้ยา ก็ต้องดูว่ายาตัวนี้ สามารถใช้ได้กับเชื้อตัวนี้หรือไม่
ยาราคาแพงบางตัวถูกสร้างขึ้นมาโดยมีความสามารถฆ่าเชื้อไม่กี่ชนิด ... และบ่อยครั้ง ที่ยาราคาแพงบางตัว ไม่สามารถนำมาใช้รักษาโรคง่ายๆได้
ยกตัวอย่างเช่น โรคติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ ใช้ยาNorfloxacin เม็ดละบาท สามวันหาย , แต่ไปใช้ยาClindamycin ราคาแพงกว่ากันหลายสิบเท่า กลับไม่หาย

3. หายแล้วก็หยุดกินได้
จริงๆ แล้ว ทุกคนรู้ว่าการใช้ยาฆ่าเชื้อ ต้องกินจนครบ ไม่ควรหยุดก่อนหรือหยุดเมื่อรู้สึกว่าดีขึ้น แต่ในสภาพปัจจุบัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะกินเพียงสองสามวันเท่านั้น หลังจากนั้นก็เก็บเอายานั้นไว้ใช้ในครั้งต่อไป
การทำเช่นนี้ก่อผลเสีย สองอย่างก็คือ อย่างแรก ในครั้งแรก การได้รับยาไม่พอก็จะทำให้เชื้อเกิดการดื้อยาขึ้นมาบางส่วนและยังไม่ทันถูก ฆ่าให้หมดไป... ถึงจะหายป่วย แต่ก็จะมีเชื้อที่ดื้อยาหลงเหลืออยู่
อย่าง ที่สอง เมื่อเก็บยาไว้ใช้ในครั้งต่อไป มักจะเก็บไม่ถูกวิธี ยาที่ใช้ก็เสื่อมสภาพไป เมื่อนำมาใช้ก็ให้ระดับยาที่ต่ำเกินกว่าที่จะฆ่าเชื้อได้ ก็จะทำให้เชื้อที่เสี่ยงจะดื้อยาอยู่แล้วเกิดการดื้อยาเพิ่มยิ่งขึ้นไปอีก

4. เราสามารถซื้อยาตามอาการได้
เวลาที่ไปร้านขายยา ผมจะเห็นยาที่วางขายให้หยิบจ่ายกันง่ายๆอย่างไม่มีการควบคุม อย่างเช่น "เพนนิซิลิน5แสน" "เตตร้าซัยคลิน" เอาไว้ซื้อหาไว้แก้อาการตามต้องการ เจ็บคอ มีแผล รู้สึกไม่สบาย ก็เดินเข้ามาแล้วสั่งยากัน...
หรือที่เจอ บ่อยๆอีกเช่นกัน ก็คือ เดินเข้าร้านปุ๊บก็บอกว่า "เจ็บคอ ขอซื้อAugmentinหน่อย" ทางร้านก็บ้าจี้ขายให้... แม้แต่ที่เคยลองเอง เจ็บคอ ไปซื้อยาแก้เจ็บคอ ยังเคยได้Amoxyมาเลย
อย่างที่ได้กล่าวไว้ว่า การใช้ยาปฏิชีวนะ ต้องใช้โดยมีความรู้เรื่องเชื้อเรื่องยา การซื้อเองโดยไม่มีความรู้หรือคิดว่ารู้(แต่จริงๆไม่รู้) นอกจากจะได้ยาไม่ตรงกับสิ่งที่เป็นอยู่ ยังอาจเกิดอันตรายได้
มิฉะนั้น เขาคงไม่ระบุไว้ข้างกล่องหรอกครับว่า "ยาอันตราย"

5.ใช้ยากว้างๆดีกว่าใช้ยาแคบๆ
คนที่พอรู้เรื่องยาบ้าง จะรู้ว่ายาบางชนิดมีการออกฤทธิ์ที่กว้าง สามารถฆ่าเชื้อได้หลายชนิด สมัยก่อนเวลาป่วยไม่สบายเป็นอะไรก็ตามไปร้านขายยาก็จะได้ยาพวกเตตร้าซัยคลิ นหรือด๊อกซี่ซัยคลินมา เนื่องจากเป็นยาที่ราคาถูก และมีการออกฤทธิ์ที่กว้าง ไม่ว่าจะติดเชื้อทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร ทางเดินปัสสาวะ ผิวหนัง ถ้าไม่ได้เป็นหนักหนาหรือเชื้อดื้อยานัก ได้ยาพวกนี้ไปอาการก็บรรเทาทั้งนั้น
ในทางกลับกัน แพทย์จะเลือกยาที่ออกฤทธิ์แคบที่สุดเท่าที่จะแคบได้ในการรักษาโรค
สาเหตุหนึ่งคือ ราคาถูก
แต่สาเหตุที่สำคัญกว่าคือ ป้องกันการดื้อยา
อย่าง เช่นปัจจุบัน เจ้ายาด๊อกซี่ซัยคลิน แพทย์ในรพ.จะใช้ต่อเมื่อสงสัยการติดเชื้อกลุ่มRickettsia (ในเมืองไทยก็พวกโรคScrub typhus) และจะพยายามไม่ใช้ยานี้พร่ำเพรื่อนัก เพราะเจ้าโรคScrub typhusที่ว่านี้ เป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อยแต่มียาให้เลือกแค่ไม่กี่ตัว (บางตัวก็เลิกใช้กันไปแล้วเพราะผลข้างเคียงรุนแรง) ถ้าหากเชื้อเกิดดื้อยาขึ้นมา ก็จะกลายเป็นว่าไม่สามารถรักษาโรคนี้ได้
ตอนนี้ในภาคเหนือของเมืองไทยก็เริ่มเกิดเชื้อScrub ที่ดื้อต่อยาด็อกซี่ซัยคลิน และเริ่มเป็นปัญหาในการรักษาแล้ว ...
หากปกติยาตัวนี้ถูกใช้ตามความจำเป็นจริงๆ เชื่อว่าคงไม่มีปัญหา
แต่ว่านี่ซื้อหากันง่ายอย่างกับขนม...
เจ็บคอ.... เตตร้า , ไข้.... เตตร้า , ฉี่ขัด.... เตตร้า , แผลฝี.... เตตร้า , ........................ พอกลายเป็นโรคที่จำเป็นต้องใช้จริงๆเช่นเป็นฉี่หนู เป็นScrub ปรากฎว่าดันไม่หาย เพราะเชื้ออยู่ในชุมชนที่ใช้เตตร้ากันจนชิน กินกันเป็นกิจวัตร


เชื้อโรคเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ตัวมันเองก็ต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดให้ได้ กลไกที่สำคัญที่สุดในการจัดการมนุษย์ก็คือการดื้อยา เชื่อกันว่า หากปล่อยไว้อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคต เชื้อก็จะสามารถปรับตัวจนดื้อยาทุกชนิดที่เรามีในโลกได้
เนื่องจากการดื้อยาของเชื้อโรค สามารถเกิดได้ทุกครั้งที่เชื้อโรคได้เห็นยา ... ดังนั้น หนทางเดียวที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการดื้อยาได้ ก็คือ การใช้ยาปฏิชีวนะให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ...
ส่วนหนึ่งผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับยาเช่นแพทย์ เภสัช พยาบาล คนขายยา (และเจ้าของร้านชำบางแห่ง)ก็ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม ...
อีกส่วนหนึ่ง ประชาชน ก็ต้องเลิกพฤติกรรมการเลือกซื้อยาปฏิชีวนะในรูปแบบการเดินจ่ายตลาด อยากได้อะไรก็จะเอา

มิฉะนั้น ซักวันจะไม่เหลือยาอะไรให้ใช้ครับ

 

ภาพประกอบ

1.  http://images.businessweek.com/ss/07/02/0216_innovations/image/antibiotic.jpg  http://images.businessweek.com/ss/07/02/0216_innovations/image/antibiotic.jpg

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry หัวใจ   ขันน้ำ
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry หัวใจ

Tweet

big smile หนูก็พยายามห้ามพ่อกับแม่ไปซื้อยามากินเอง
เดี๋ยวต้องเอาไปบอกพ่อกับแม่ จะได้เชื่อสักทีHot!
เพิ่งซัด Amoxy ไปเองครับ พอดีเจ็บคอ
แอนติไบโอติคที่แรงๆกว่านี้ผมไม่เคยกินนะ แต่เคยเห็นแฟนกินเม็ดเท่าเหรียญบาท..

#2 By palermos on 2008-08-12 16:50

บ้านผมล่ะแบบนั้นเลย บอกก็ไม่มีใครยอมฟัง
Hot!

#3 By bellbell on 2008-08-12 16:57

เป็นสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ นะคะ

คนแก่ๆ เค้าไม่ค่อยเชื่อลูกหลานหรอกค่ะ
อ้างแต่ว่าก็เคยกินแบบนี้มาตลอด

เฮ้อangry smile
การกินยาไม่ถูกวิธีนี่น่ากลัว
และอันตรายต่อร่างกายมาก ๆ เลยนะคะ
ขอบคุณสำหรับความรู้ครับผม เรื่องดื้อยาผมเิคยได้ยินมาเหมือนกันครับ แต่คนไข้บางคน(แม่ง) ทำเป็นรุ้ดี บางทีก็อยากทานไอ้ตัวนี้ถ้าเราแนะนำอีกตัว เซ็งแทนเหมือนกันครับtongue Hot!

#6 By Shuu Exteen on 2008-08-12 22:57

เวลาเป็นไข้ แม่ชอบซื้อยาแก้อักเสบมาให้กินเรื่อยเลย เดี๋ยวนี้เดี๊ยนกิน amoxy ไม่อยู่แล้ว โชคดีที่ไม่ได้ป่วยบ่อยๆ รู้สึกเหมือนตัวเองดื้อยา T_T

#7 By ++ r o s i f i x ++ on 2008-08-12 23:09

พ่อแม่ผมก็เป็น

รู้ดีเกินไปก็ใช่ว่าจะดี...

เฮ้อ พูดไปก็ไม่ฟังอยู่ดี

#8 By WhiteMapleS on 2008-08-12 23:16

เป็นประโยชน์มั่กครับ

ขอคุณครับHot!

#9 By StillGoing on 2008-08-13 00:09

เมื่อก่อนทอนซิลอักเสบบ่อยจนดื้อยา Amoxy ....
หลังๆพอไม่สบายนิดหน่อย พยายามรักษาร่างกายให้หายเองมากกว่ากินยา แต่ตอนนี้เป็นภูมิแพ้แทน เบื่อเลยง่ะ

#10 By Ellebazi on 2008-08-13 00:27

ได้ความรู้เพิ่มอีกแล้ว big smile

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนบ่อย เปป็นประโยชน์มากๆค่ะ

ขอบคุณค่ะ

#11 By .::little-wing::. on 2008-08-13 00:53

Hot!

#12 By พยายามพริ้ว on 2008-08-13 01:00

ผมปวดหัวทีไรกินแต่ไมทลินอล แต่ปวดใจทีไรไหงไม่มียาให้กินสักอย่าง เซง+ มีประโยชน์ครับ เจ๋ง+

แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..Hot!
Hot!

เยี่ยมๆๆๆ ครับ

ความรู้พื้นฐานเข้าไม่ค่อยถึงคน กันจังเลย >,, <

#14 By iNum~* on 2008-08-13 05:08

เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยซื้อยากินเอง นอกจากพารากับยาธาตุหรอกค่ะ เน้นไปหาหมอเลยดีกว่า

วันก่อนเป็นหวัดไปอนามัยราม หมอยังจัดยา Amoxy ให้เลยค่ะ แต่เม็ดใหญ่มากๆ ต้องกินแยกกับยาอื่นกลัวติดคอ


นอกจาก Amoxy กับ Norflox ยังไม่เคยทานยาอะไรที่แรงกว่านี้เลยค่ะ เบ๊ว่านอฟลอคก็แรงมากแล้วนะคะ ไม่ชอบทานยาแรงๆ เท่าไร

#16 By General เบ๊ on 2008-08-13 10:13

ขอบคุณมากๆเลยครับ
ได้ความรู้เรื่องยา แล้วก็ได้ทัศนะ ในการใช้ด้วย
บางที ก็ลืมเรื่องง่ายๆกันไป ตามประสาชิวๆแบบคนไทยน่ะครับ -_-'Hot!
ผมกิน Augmentin ตลอดแหะ = =b
บัญชาสวรรค์สั่งมา =o="

#18 By • L e r u s e L ◘ on 2008-08-13 12:19

ได้ความรู้แล้วก็อยากให้คนอื่นมาอ่านกันเยอะๆจัง เป็นห่วงพวกที่ชอบหยุดยาเองมากๆ ทีหลังรักษาไม่หายก็อย่ามาบ่นก็แล้วกันนะ

Hot!

#19 By Hisaki on 2008-08-13 12:46

คนคิดยานี่แหละเหนื่อย 5-10 ปีกว่าจะออกมาได้ซักตัว

#20 By on 2008-08-13 13:53

นั่นสิคะ ที่บ้านบางทีก็ไปซื้อยามากินเองตามอาการ
แต่ไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย
กลัวเรื่องดื้อยาจัง ตัวเองก็พยายามไม่กินยาพร่ำเพรื่อค่ะ
แต่ไอ้ที่กินยาไม่หมดนี่ เคยทำเหมือนกันค่ะ
ไม่ได้จะเก็บยาไว้ใช้คราวต่อไปแค่คิดว่าหายแล้วเลยไม่อยากกินต่อ
ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้วนะคะ ระยะหลังเชื่อหมอค่ะ กินให้หมดก็หมด

#21 By MamiLuv on 2008-08-13 13:56

ยายิ่งแรงยิ่งน่ากลัวจริงๆด้วยHot!

#23 By คุณบิ๋ม on 2008-08-13 14:21

เรื่องนี้เป็นกันทั่วโลกนะครับ ใช้ยามั่วซะจนดื้อยากันเป็นแถว แต่ก่อนตอนยังไม่เรียนหมอผมเจ็บคอก็ซัดแอมมอกซี่เหมือนกัน แรกๆก็250mg หลังๆชักรู้สึกว่าหายช้าก็ล่อซะ 500mg sad smile

แต่ตอนนี้เจ็บคอผมไม่ทานยาแก้อักเสบอะไรทั้งนั้นครับ ใช้วิธีแบบจีนรักษาเอา ไม่ก็ใช้ยาจีนสำเร็จรูปพ่นเอา ได้ผลเหมือนกันครับ
ก่อนเรียนหมอผมก็กินยาแก้อักเสบครับ
แต่พอมาเรียนแล้วก็หยุดกินแก้เจ็บคอยกเว้นที่ชัดเจนว่าเป็นทอนซิลอักเสบของจริง (แบบจุดหนองขึ้นหรือไข้สูง)
ครั่นเนื้อครั่นตัว ผมก็ไม่กิน ... ก็ต้องพัก 3วัน5วัน

เฉลี่ยแล้วทั้งปีผมจะกินยาแก้อักเสบฆ่าเชื้อก็เฉพาะเวลามีแผลหรือไม่งั้นก็หมอคนอื่นจ่ายให้เท่านั้น

ส่วนบางคนที่กินไม่ว่าจะ Amoxy Roxithro Augmentin ก็เห็นพัก 3วัน 5 วัน อยู่ดี sad smile

#25 By หมอแมว on 2008-08-13 16:19

ปล. ตอนนี้แถวไทยน่าจะเป็นปัญหามากหน่อยครับ .. คล้ายๆอเมริกา
แต่ทางภาคพื้นยุโรป ปัญหานี้มีต่ำครับ ยาปฏิชีวนะหลายตัวยังใช้ได้ผลดี เพราะทางนั้นการสั่งจ่ายยามีการควบคุมที่ดีพอ และหมอสามารถสั่งจ่ายยาได้ตามมาตรฐานโดยไม่ต้องกลัวผู้ป่วยไม่พอใจ

#26 By หมอแมว on 2008-08-13 16:22

มันแย่ที่คนไทยส่วนมากไม่ตายไม่จำนี่สิครับ

แม่ผมด้วยนี่สิ

#28 By เสกเรนเจอร์ on 2008-08-13 17:23

แล้ว amoxy นี่ช่วยอะไรได้มั๊ยคะ?
ถ้าเจ็บคอ ถ้าตาอักเสบนี่มันช่วยได้มั๊ย

ขอบคุณสำหรับความรู้มากๆ เลยค่ะ เป็นคนที่ใช้ Amoxy บ่อยมากๆ แต่ไม่รู้จริงๆ ว่าคำว่า แก้อักเสบ นี่มัน specific แค่ไหนอ่ะค่ะ
ขอบคุณสำหรับความรู้ ที่เป็นประโยชน์นะคะ
ปกติถ้าไม่ป่วยหนักจริงๆจะไม่ค่อยกินยาหรอกค่ะ
Hot!

#31 By ~memay~ on 2008-08-13 20:21

พ่อเราเคยเป็นเซลล์ขายยา พอเวลาเราไม่สบาย เช่นเจ็บคอ ก้อจาหยิบยาตัวที่เคยขายมาให้กิน แล้วพอเราจาไปหาหมอ พ่อ + แม่จาพร้อมใจกันบอกว่าไปทำไม ไปทีไรไม่ต่ำกว่า 1,000 เสียดายเงิน ไปถึงหมอก้อจ่ายยาแบบนี้แหละ กินเองก้อได้...แต่เราว่าไปหาหมอดีกว่า เพราะยังไงเค้าก้อน่าจารู้ดีกว่าเรา บางทีเราก้อไม่เชื่อ ต้องแอบไปหาหมอเอง เหอๆๆsad smile

#32 By imai283 on 2008-08-13 20:59

Hot!

#33 By chaiji on 2008-08-13 22:51

มีประโยชน์ มากเลยครับ
เพราะ เจอ บ่อยเหลือเกินคนที่ "บ้า" แรงๆ เนี้ย
วันก่อนเจอ ท้องเสีย ซื้อยาแก้ท้องเสีย ปกติ กิน 1-2 เม็ด พี่แก ล่อ 3เลย = =

#34 By ร่มไร้อาร์ on 2008-08-13 23:11

อ่ะ ลืม Hot! Hot! Hot! Hot!

#35 By ร่มไร้อาร์ on 2008-08-13 23:11

พี่ผมเรียนหมอฟันก็บ่น ๆ ว่าอย่ากินยาพร่ำเพรื่อsad smile

ผมกินแต่อม็อกซี่แฮะ ถ้าไม่นับพวกเวลาท้องเสียหรืออะไร

เรื่องหยุดยาบางทีก็ไม่ได้ตั้งใจหยุดเองแต่แบบว่าพออาการหายก็ลืมกินsad smile

ว่าแต่เรื่องเชื้อดื้อยานี่มันขึ้นกับเชื้อหรือคนกันแน่รึครับ เห็นชอบพูดว่า ตัวเองดื้อยากันembarrassed

#36 By 「♭Mystery」 on 2008-08-14 01:22

คือเพิ่งแพ้ Amoxy เมื่อ 2-3 ปีมานี้เองค่ะ ไม่ทราบว่าเกิดจากการทานยานี้มากไปรึป่าวค่ะหมอ?

ปัจจุบันเวลาคออักเสบ ต้องไปหาหมอที่โรงพบาบาลทุกครั้งค่ะ
Hot!

#38 By Tikkie on 2008-08-14 12:07

มาสนับสนุนบทควาทดีๆค๊าบบบบบ

#39 By การ์ตูน (124.121.160.252) on 2008-08-14 12:52

ดีใจจังเลยค่ะที่คุณหมอเข้ามาให้ความรู้ใน internet แบบนี้

หนูเรียนทันตะนะคะ
อาจารย์ก็พูดเสมอเรื่องดื้อยาค่ะ

http://phat076.hi5.com
http://huen.exteen.com (บล๊อกรวมกับเพื่อนสมัย รร.ค่ะ)

#41 By พัชร (202.28.180.48) on 2008-08-14 15:35

ดีมากอีกแล้ว..ค่ะbig smile

#42 By PunPrai on 2008-08-14 16:52

โฮ่..ได้ความรู้ดีค่ะbig smile Hot!
เป็นบทความที่ดีมากค่ะ

ขอฝากอะไรถึงคนที่น้ำมูกไหลหน่อยก็ซัด augmentin ท้องเสียหน่อยก็ซัด ciprobay

การพัฒนายาขึ้นมาสักตัวใช้เงินหลายพันล้านนะคะ และมีขั้นตอนมากมาย ไม่ใช่เอาสารสกัดจากพืชมาลองกรอกปากคนไข้ไม่กี่คนแล้วอาการดูจะดีขึ้นก็เอามาผลิตยาแล้ว)
การพัฒนา antibiotics เดี๋ยวนี้แทบไม่มียาใหม่ๆออกมาแล้วค่ะ

ลองคิดดูสิคะ เชื้อมันมีการพัฒนาดื้อต่อยาไปเรื่อยๆ แต่เราพัฒนายามาฆ่ามันไม่ทัน
วันใดวันหนึ่งติดเชื้อดื้อยาขึ้นมาจะหนาวนะคะ

อีกข้อหนึ่ง
คุณอาจจะไม่เคยใช้ยามั่วซั่ว แต่คนอื่นใช้ ก็ติดเชื้อดื้อยาได้ค่ะ
เพราะเชื้อมันมีการส่งต่อถ่ายทอดความสามารถในการดื้อยาให้เชื้อตัวอื่นได้นะคะ

#44 By preme (117.47.93.114) on 2008-08-14 23:06

กำลังเรียน Pharmaco อยู่เลยค่ะ
หุหุ
6Mi2Ob fajgfivs yphsgoxv ofykbgdv

#46 By lJhSfIQJwKxWmhCEt (89.248.172.50) on 2009-07-21 06:59

bjyscoyw uipejkcd edkjtuyc

#47 By EpaRFOdSxbxd (95.169.190.71) on 2009-07-31 11:09

pswsybqg isdhmoqn sqymrgjx

#48 By VhpssrNZSUzqDRTahcc (95.169.190.71) on 2009-07-31 12:51

khrupbst nvmdtzbj mbictzwd

#49 By xurCIruhQnOb (95.169.190.71) on 2009-07-31 13:43

zfvbskvz qdecznvk gvujcpmd

#50 By CYZzWGmZ (95.169.190.71) on 2009-07-31 14:34

dzojvoyh hyyvswbz nabxneef

#51 By ZLUKeZsvbiAJBqhobDk (95.169.190.71) on 2009-07-31 15:24

kmwpufdi oquvtafp gvgulpbs

#52 By PwpmlwErnbgJefLsFVm (95.169.190.71) on 2009-07-31 16:16

apnwisnf qxgpmkfv akgvdmyr

#53 By PILkxoXnQZCYZXpi (95.169.190.71) on 2009-07-31 17:07

ekpypocp tyyvekpi tiqwpkef

#54 By oGMpjzTIabxTtagJS (95.169.190.71) on 2009-07-31 17:57

cdyebiko ujmwgzya rmmmclgt

#55 By UsMIfICQUNxM (95.169.190.71) on 2009-07-31 18:47

djsyjqmd kxhnhgvx hkboxtwa

#56 By qsvPpCQXLGFlpHqKz (95.169.190.71) on 2009-08-01 10:29