รู้เรื่องไตวาย ก่อนจะสายจนเกินไป -=Byหมอแมว=-
posted on 02 Aug 2008 13:49 by mor-maew in HealthVariety
ปกติตอนเช้าของทุกวัน จะมีผู้ป่วยมาตรวจรักษาในคลินิกเบาหวาน ครั้งนั้นมีผู้ป่วยรายหนึ่งบอกกับผมว่า
"หมอ ครั้งหน้าผมจะไปรักษากับหมอสมุนไพรก่อนนะ"
"ทำไมล่ะครับ" ผมถาม
"เพราะทางนั้นทักว่าที่ผมเป็น ไตวาย เป็นเพราะว่ายาเบาหวานกับยาความดันสูง ผมก็เลยอยากไปลองรักษากับทางนั้นดู"
ปัญหาเรื่องไตวายเป็นหนึ่งในโรคที่ก่อปัญหาทางจิตใจต่อผู้คนทั่วไป เนื่องจากภาพที่ออกมาสู่ประชาชนก็คือ เป็นโรคไต จะต้องฟอกไต ต้องเสียเงินมหาศาล กินนั่นกินนี่ไม่ได้ดังใจ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ว่าคนจำนวนมากกลัวว่าตนเองจะกลายเป็นโรคไตแบบนั้น
ปัญหาคือ หลายคนกลัวกราเป็นโรคไตมาก แต่กลับมีความรู้ความเชื่อที่ผิดหรือคาดเคลื่อนจนทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้
ดังนั้นวันนี้จะมาคุยกันเรื่องโรคไตวายที่เรากลัวกันครับ เพื่อจะได้รู้อย่างเท่าทัน
การทำงานของไต
ข้อมูลพื้นฐานของไตบางอย่างคงจะรู้ๆกันอยู่หรือหาได้จากกูเกิล ดังนั้นผมจะเล่าเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับตอนนี้เท่านั้นครับ
หน้าที่ของไตคือทำการกรองของเสียจากเลือดแล้วขับถ่ายออกไปเป็นปัสสาวะ ดังนั้นมันจึงเป็นอวัยวะที่ประกอบไปด้วยส่วนหลักๆสองส่วนคือ
- เส้นเลือด คือ เส้นเลือดที่นำสารมาฟอกที่ไต
- ท่อน้ำ นำน้ำออกจากไตไปเป็นปัสสาวะ
โดยเลือดจะผ่านมาทางเส้นเลือดแดง เมื่อเลือดวิ่งผ่านส่วนต่างๆ สารต่างๆก็จะซึมออกมาจากเส้นเลือดเข้าไปสู่ท่อจากนั้นก็ไหลกลับเข้าร่างกายเป็นเลือดที่สารบางชนิดลดลง ... ส่วนท่อที่รับของเสียก็จะถ่ายเทสารที่ร่างกายไม่ต้องการ
ผมเลี่ยงการใช้คำว่า"ของเสีย"ในชั้นนี้ เพราะว่าสารที่ร่างกายขับออกมาทางไต ไม่ได้มีแค่ของเสียนะครับ สารบางอย่างบางตัวเป็นของที่ร่างกายไม่ต้องการหรือไม่ก็ไม่ได้ใช้ในภาวะปกติ
อย่างเช่นน้ำ/เกลือแร่ ถ้ามีมากเกินความต้องการของร่างกาย ไตก็จะขับออกมามาก แต่ถ้าร่างกายขาดน้ำกับเกลือแร่ ไตก็จะทำหน้าที่เก็บน้ำและเกลือแร่ไม่ให้กลับออกมา
ดังนั้นในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ไตจึงมีหน้าที่สองส่วนที่สำคัญก็คือ "ปรับความสมดุลในการทำงานของร่างกาย" และ "การขับสารที่ร่างกายไม่ต้องการ"
ไตวายเกิดขึ้นมาอย่างไร
โรคไตวายอันเกิดมาจากการทำงานของไตลดลงจากเดิม ... ดังที่ได้บอกไปแล้วว่าไตนั้นประกอบมาจากเส้นเลือดและท่อขับปัสสาวะ ดังนั้นเมื่อมีโรคหรือภาวะที่ไปส่งผลต่อส่วนใดส่วนหนึ่งก็จะทำให้เกิดการเสียหายของไตได้
- ไตวายเฉียบพลัน เป็นภาวะที่ไตทั้งหมดหยุดการทำงานไป สิ่งที่ตามมาคือจะเกิดการคั่งของของเสียและเกลือแร่ในร่างกาย ถือเป็ฯภาวะที่อันตรายต่อชีวิตชนิดหนึ่ง เนื่องจากสารที่คั่งค้างในปริมาณสูงนั้นเกิดคั่งอย่างเฉียบพลัน ดังนั้นอวัยวะอื่นๆที่ปรับตัวไม่ทันก็จะเสียการทำงานอย่างรวดเร็วและถึงแก่ชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
ไตวายชนิดนี้ดีอย่างนึงคือแม้เวลาเป็นจะรวดเร็วรุนแรง แต่เมื่อหายแล้วก็มักจะหายดีไม่ค่อยมีผลสืบเนื่องมาก อย่างไรก็ตามไตวายชนิดเฉียบพลันนี้เป็นชนิดที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักกันครับ ... ซึ่งที่จริงถ้าแปลชื่อโรคนี้เป็นภาษาไทย อาจจะเรียกให้ได้ความหมายที่เข้าใจง่ายกว่าคือ ไตหยุดทำงานฉับพลัน (ไปใช้คำว่าวายแล้วบางคนเข้าใจว่าเป็นชนิดเรื้อรัง) ... เวลาเป็นก็นอนโรงพยาบาลอย่างเดียว ไม่มีการไปๆมาๆไปฟอกเลือดแต่อย่างใด
- ไตวายเรื้อรัง ไตวายเรื้อรังถือเป็นชนิดของไตวายที่คนทั่วไปรู้จักกันมากกว่าครับ เพราะคนที่เป็นโรคนี้จะมีอาการที่ยาวนานกว่าและช่วงที่เป็นนั้นจะใช้ชีวิตในสังคมมากกว่าชนิดแรก โรคนี้เกิดจากการเสียหายของไตอย่างช้าๆ ทีละน้อยๆ และเมื่อการเสียหายมากถึงระดับที่เกินจะปรับตัวได้ ก็จะเกิดการสะสมของสารที่ร่างกายไม่ต้องการทีละน้อย ร่างกายจะพยายามปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงนั้นๆจนกระทั่งเมื่อปรับไม่ได้จึงจะเกิดอาการ
ไตวายเรื้อรังนี้ถือเป็นไตวายที่คนส่วนใหญ่รู้จักครับ เพราะส่วนใหญ่คนที่ต้องไปมาระหว่างโรงพยาบาลและบ้านเพื่อฟอกเลือดก็คือผู้ป่วยในกลุ่มนี้
ในงวดนี้ผมจะเจาะเฉพาะเรื่องไตวายเรื้อรังนะครับ เพราะไตวายเรื้อรังถือเป็นโรคไตวายที่คนเกือบทุกคนถามถึงไม่ว่าจะทางสื่อใดๆ
อะไรบ้างที่ทำให้เกิดไตวายเรื้อรัง
โรคหรือภาวะที่ทำให้เกิดไตวายก็คืออะไรก็ตามที่ทำให้เกิดความเสียหายกับส่วนประกอบของไตซึ่งก็คือโรคที่เกิดกับเส้นเลือดและท่อของไต (หรือทั้งสองอย่าง)
อันดับหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้เกิดไตวายก็คือ "เบาหวาน" ครับ "ตามมาด้วยอันดับสองคือ "โรคความดันโลหิตสูง" ทั้งสองโรคนี้ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดไตวายเรื้อรังถึง50-60%เลยทีเดียวครับ
เนื่องจากทั้งสองโรคนี้เป็นโรคที่จะส่งผลต่อเส้นเลือด โดยทำให้เส้นเลือดเล็กๆทั่วร่างกายเกิดการแข็งตัวขึ้น จากนั้นเมื่อการแข็งตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความดันในเส้นเลือดของไตก็จะมากขึ้นจนเลือดไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ ดังนั้นเส้นเลือดของไตเส้นเล็กๆก็จะเกิดการเสียหายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทีละน้อยๆ
ดังนั้นคนที่เป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูง หากไม่ได้รับการรักษาจึงมักจะมีความเสียหายของไตและเกิดไตเสื่อมตามมาครับ ... และบางส่วนก็จะกลายไปเป็นไตวายเรื้อรัง
ส่วนที่เหลือรองๆลงมาเกิดจากสาเหตุอื่นๆเช่นการอักเสบของเนื้อไต , การอักเสบของหน่วยไต , กรวยไตอักเสบเรื้อรัง , นิ่วหรือต่อมลูกหมากอุดตัน , ยาและสารเคมี , โรคทางพันธุกรรมบางชนิด แบ่งกระจายกันไปอีก 50%
ตรวจอะไรจึงจะรู้ว่าเป็นไตวาย
ปกติแล้วเวลาแพทย์สงสัยว่าไตมีการทำงานที่ผิดปกติก็จะทำการตรวจสารที่ชื่อว่า ครีอาตินีน Cr และ สารยูเรียไนโตรเจน BUN ซึ่งเป็นสารที่ปกติจะขับได้ทางไต และจะเพิ่มสูงขึ้นในรายที่เป็นไตวาย
นอกจากนี้ในรายที่มีโรคที่ต้องระวังเรื่องไตวายเรื้อรัง อาจจะมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อเฝ้าระวัง เช่นอาจจะมีการตรวจปัสสาวะเพื่อดูโปรตีนที่รั่วออกมา หรืออาจจะตรวจวัดค่าเกลือแร่บางชนิดในเลือดและปัสสาวะเทียบสัดส่วนกัน (สารแมกนีเซียม แต่ก็ยังอยู่ในขั้นการวิจัย)
ถ้าเจาะเลือดปกติแปลว่าไม่ได้เป็นไตวายใช่ไหม
ในคนปกติจะมีหน่วยการทำงานในไตเป็นล้านๆหน่วย ปัญหาคือในคนปกติ ไตจะไม่ได้ทำงานเต็มที่ ... และร่างกายสามารถเร่งการทำงานของไตได้สูงมาก ดังนั้นในคนที่เหลือไตอยู่ช้างเดียว ก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้โดยที่ยังไม่มีภาวะเรื่องไตวายแต่อย่างใด
ดังนั้นเทียบง่ายๆได้ว่า กว่าที่เราจะรู้หรือตรวจพบภาวะไตวายจากผลเลือดได้ ไตต้องเสียไปแล้วมากกว่า50%ของทั้งหมด ... ดังนั้นการที่ตรวจพบว่าเป็นไตวาย ต่อให้ปีก่อนๆนั้นไม่เคยตรวจพบ แล้วมาตรวจพบเอาปีนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าเพิ่งเป็นครับ แต่หากแปลว่าเป็นมานานแล้วแต่เพิ่งมาตรวจเจอ
ยาไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดไตวายหรือ
ยารักษาโรคเป็นสาเหตุที่เจอได้บ้างในไตวายเรื้อรัง แต่ว่ามันไม่ใช่สาเหตุหลักครับ ... กระบวนการที่ทำให้เกิดไตวายอันเกิดมาจากยามีสองแบบหลักๆ
แบบที่หนึ่ง ร่างกายเมื่อได้รับยาเข้าไปแล้วเกิดการเข้าใจผิด เลยสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาทำลายไตของร่างกายตนเอง ทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อไต Interstitial nephritis แบบนี้เป็นกระบวนการที่ไม่เกี่ยวกับยาโดยตรง แต่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
แบบที่สอง เป็นผลของยาโดยตรงเช่นเป็นยาที่มีพิษต่อไต หรือเป็นยาที่ลดเลือดที่ไปเลี้ยงไต ซึ่งยาที่ค่อนข้างมีผลต่อไตอย่างชัดเจนคือยาในกลุ่ม NSAIDs เป็นกลุ่มยาแก้ปวด ....ปกติกลุ่มนี้แพทย์ส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้กินต่อเนื่องอยู่แล้วเพราะว่ามันก่อให้เกิดเลือดออกในทางเดินอาหารได้
โดยรวมๆแล้วยาไม่ค่อยได้เป็นสาเหตุหลักของไตวายครับ และในทางกลับกัน โรคที่เป็นเรื้อรังหลายโรคหากควบคุมไม่ดีก็จะก่อให้เกิดไตวายตามมาได้ ... ดังนั้นสำหรับเรื่องยาก็มีข้อสรุปง่ายๆคือ
ถ้าจำเป็นต้องใช้ ก็ใช้ต่อไป แต่ถ้าหากมีทางเลือกที่ทำให้หยุดยาได้โดยที่โรคไม่กำเริบก็พยายามทำ และ ไม่ควรซื้อยามากินต่อเนื่องเอง
ใช้ยาเบาหวานความดันสูงมานานจะหยุดยาได้ไหม กลัวไตวายเพราะยา
ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานและความดันสูง หากไม่สามารถคุมระดับน้ำตาลและความดันได้เอง ก็จำเป็นต้องใช้ยาต่อไปครับ ... เพราะถ้าไม่ใช้ยา ระดับน้ำตาลและความดันจะไปทำให้เกิดไตวายได้ในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย
ในทางกลับกัน ไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ไปบอกว่ายาที่ใช้รักษาโรคเบาหวานและความดันสูงจะทำลายไต
กินเกลือ/น้ำ/เนื้อ มากไป จะไปทำให้ไตวาย
มีความจริงข้อหนึ่งที่ว่า ผู้ป่วยที่เป็นไตวายไปแล้ว จะเกิดความผิดปกติของการขับสารต่างๆจากร่างกาย ดังนั้นหากกินน้ำหรือเกลือมากเกินไป ก็จะเกิดอาการตามมาได้คือเกิดการบวมของส่วนต่างๆ หรือเกิดน้ำเกินในปอด(น้ำท่วมปอด) หรือในคนที่เกิดไตวายไปแล้ว ก็จะได้รับคำแนะนำว่าให้กินโปรตีนเนื้อสัตว์ให้น้อยเพราะว่าสารกลุ่มโปรตีนจะทำให้ไตแย่ลง
ข้อความข้างต้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าจริง คนที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังควรหลีกเลี่ยงการกินเกลือ/น้ำ/โปรตีน ในปริมาณที่มาก และควรระวังการใช้ยาต่างๆ แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่บอกว่าการกินเกลือ น้ำ หรือโปรตีนมากๆจะทำให้กลายไปเป็นโรคไตวาย
ดังนั้นคนที่เป็นแล้วก็ควรหลีกเลี่ยงครับ แต่คนที่ยังไม่เป็น ก็กินต่อไปได้เพียงแต่ว่ากินให้พอดีๆก็พอ ... ไม่ต้องกลัวมากจนเกินไปครับ
ในผู้ป่วยรายข้างต้นเรื่อง หลังจากหายไปได้เดือนสองเดือน ก็กลับมาอีกครั้งด้วยน้ำตาลสูง เหนื่อย เพลีย ... และมีอาการหลายอย่างที่ผมดักไว้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไปกินยาหม้อ ... ในที่สุดก็กลับมารักษาที่โรงพยาบาลต่อ
รูปประกอบนำมาจาก
http://www.childrenshospital.org/az/Site1209/Images/ei_1884.gif

#1 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-08-02 14:06