คุมแล้วยังจะท้องไม๊หมอ -=Byหมอแมว=-
posted on 18 Jul 2008 15:59 by mor-maew in HealthVarietyมีผู้หญิงคนหนึ่งมาพบแพทย์เนื่องจากมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เธอกังวลว่าจะตั้งครรภ์แต่ไม่ทราบว่าตั้งครรภ์หรือไม่เนื่องจากไม่มีประจำเดือน
ที่เธอไม่มีประจำเดือนก็เนื่องมาจากว่าเธอกำลังฉีดยาคุมกำเนิดอยู่ ขณะที่ผมกำลังซักประวัติและคุยเรื่องการตรวจอื่นๆที่จะทำต่อไปนั้น
เธอก็ถามว่ามีโอกาสท้องหรือไม่ ... และถ้าหากท้องแล้วเธอจะเอาผิดกับสถานที่ที่ฉีดยาคุมกำเนิดได้แค่ไหน
ในช่วงเดียวกัน อ่านในอินเตอร์เนทก็พบวัยรุ่นโพสท์ถามเรื่องการคุมกำเนิดว่าการคุมกำเนิดแบบนี้ดีไหม มีโอกาสท้องกี่เปอร์เซนต์....
ใน
ปัจจุบันเรื่องเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากขึ้น
หญิงชายมีโอกาสใกล้ชิดกันมากขึ้นตั้งแต่อายุน้อยๆ
ดังนั้นการมีเพศสัมพันธ์โดยที่ยังไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมที่จะใช้ชีวิตคู่ก็
เพิ่มมากขึ้น
แม้ว่าบางคนจะอ้างว่าเรื่องพวกนี้เป็นกระแสตะวันตก(ทั้ง
ที่ตะวันตกเค้าซีเรียสเรื่องนี้พอๆกับบ้านเรา)
แต่เรากลับรู้เรื่องการคุมกำเนิดน้อยกว่าทางตะวันตกมาก
อาจจะด้วยขนบธรรมเนียมหรือความไม่ใส่ใจ
และเมื่อรู้น้อยกว่าก็นำมาซึ่งความเข้าใจที่น้อยกว่า
ดังนั้นจึงขอใช้โอกาสนี้แนะนำเรื่องการคุมกำเนิดที่มีในปัจจุบันครับ
การคุมกำเนิด มีหลายรูปแบบหลายชนิดให้เลือกใช้กัน ตั้งแต่มีและไม่มีอุปกรณ์เสริม
1. หน้า7หลัง7 (Calender)
เป็นวิธีที่
พูดถึงมากที่สุด นั่นคือการสังเกตจากประจำเดือนว่ามาเมื่อใด
และใช้หลักการว่าช่วงที่ตั้งครรภ์ได้คือตอนที่ไข่ตก
ไข่จะตกในช่วงกลางระหว่างประจำเดือน2ครั้ง
และอสุจิเมื่อเข้าไปแล้วอาจจะมีบางตัวอึดพอที่จะมีชีวิตได้ถึง1สัปดาห์
ดังนั้นจึงมีช่วงที่แน่ใจได้อยู่คือ
ก่อนประจำเดือนมา7วันและหลังประจำเดือนมา7วัน
ฟังแล้วคงจะงง
แต่บอกไว้เลยครับว่าไม่ควรใช้วิธีนี้
เพราะว่าโดยทั่วไปวิธีนี้ใช้ยากและมีโอกาสผิดพลาดทั้งจากธรรมชาติของร่างกาย
เองและจากความเข้าใจผิด ว่ากันว่าวิธีนี้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้ถึง25-50%
(ครึ่งนึง!)
วันหลังเราจะมาพูดถึงเรื่องนี้กันครับ
2. หลั่งข้างนอก
ใคร
ดูหนังญี่ปุ่น จะรู้จักดี (ผู้หญิงไม่เข้าใจเหรอครับ ....
ไม่เป็นไร) ... เป็นการร่วมเพศแล้วเมื่อใกล้ถึงจุดสุดยอด
ฝ่ายชายก็ดึงอวัยวะเพศออกมาและหลั่งข้างนอก
โดยถือหลักว่าหากน้ำเชื้อมาหลั่งข้างนอกแล้วก็จะไม่เข้าไปผสมกับไข่จนตั้งครรภ์
แต่วิธีนี้ก็มีโอกาสพลาดได้เช่นเดียวกับวิธีแรก
โดยประมาณว่าผู้ที่ใช้วิธีนี้มีโอกาสตั้งครรภ์25-50%
เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้คุมกำเนิด
ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากในช่วงที่
อวัยวะเพศชายแข็งตัว
แม้จะยังไม่ถึงจุดสุดยอดก็จะมีการหลั่งน้ำเชื้ออสุจิออกมาบางส่วน
ซึ่งก็มากเพียงพอที่จะทำให้ตั้งครรภ์ได้...... และอีกอย่างหนึ่ง
ผู้ชายบางคนอาจจะปล่อยเลยตามเลยไม่ยอมดึงออกตอนหลั่ง
3. ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน
แต่เดิมเป็นยาที่ทำขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ในผู้ที่ถูกข่มขืนหรือไม่พร้อม ไปๆมาๆกลายเป็นยาที่เอาไปขายในร้านสะดวกซื้อให้หยิบเอาตามใจชอบซะงั้น
กลไกของมันคือการไปทำให้ซีเลีย(ขน)ในท่อนำไข่หยุดการพัดโบก
และไปทำให้สภาพในมดลูกไม่เหมาะสมต่อการปฏิสนธิ
ดังนั้นไข่ก็จะหยุดอยู่ตรงที่ท่อนำไข่
และอสุจิก็ต้องพยายามมากขึ้นเพื่อจะไปให้ถึงไข่
จริงๆแล้วผลการคุมกำเนิดของยาคุมกำเนิดชนิดนี้มีประสิทธิภาพสูงใกล้เคียง
การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด (99.8%) แต่ในทางปฏิบัติ
ผลในการคุมกำเนิดนั้นต่ำกว่านั้นมาก เพราะว่าการใช้ผิดวิธี
(วิธีที่ถูกเขียนอยู่ข้างกล่อง.... แต่เนื่องจากผมไม่ชอบวิธีนี้
จึงไม่บอกที่นี่แล้วกัน ไว้ใครซื้อก็อ่านข้างกล่องเอง)
ข้อเสียของการคุม
กำเนิดแบบนี้คือ คลื่นไส้อาเจียนได้มากหลังกินยา
และหากตั้งครรภ์ขึ้นมาหลังจากใช้ยานี้ไม่ว่าจะใช้ถูกวิธีหรือผิดวิธี
จะมีความเสี่ยงตั้งครรภ์นอกมดลูกได้มาก
เนื่องจากการที่ไข่ตกค้างอยู่ภายในท่อรังไข่
ดังนั้นวิธีนี้จึงไม่ควรใช้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ
4. ยาคุมกำเนิดเม็ด
ยาคุมกำเนิดมีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับลักษณะฮอร์โมนและวัตถุประสงค์เสริม
ข้อดีคือใช้ง่าย ไม่เจ็บตัว และหาซื้อได้ทั่วไป .... ใครมาเจอก็อ้างได้ว่ากินแก้สิว ไม่น่าเกลียดสำหรับผู้หญิง
แต่ข้อเสียคือ ในบางคนใช้แล้วสิวเพิ่มขึ้น อาจจะเกิดเลือดออกผิดปกติ และส่งผลต่อการเจริญเติบโตได้ (กรณีใช้ตั้งแต่อายุน้อย)
ถ้า
ใช้ถูกวิธีตามทฤษฎีนั้นมีโอกาสตั้งครรภ์น้อยมาก ประสิทธิภาพสูง 99.5-99.9%
แต่ว่าวิธีที่ถูกต้องในการใช้ยาคุมนั้นทำตามได้ลำบาก
เช่นต้องกินตรงเวลาทุกวัน ถ้าหากขาดยาไปก็ลดประสิทธิภาพลงไปมาก
และหากขาดยาติดกันเกินสองเม็ดก็จะขาดประสิทธิภาพลงมากๆจนไม่ต่างจากการไม่
ได้คุมกำเนิด นอกจากนี้ยายังถูกรบกวนได้จากการกินยาหรืออาหารบางชนิด....
แต่ก็ดีกว่าวิธีอื่น3วิธีแรกที่กล่าวมาครับ
5. ยาคุมแบบแปะ
ข้อดีของการใช้ตัวนี้คือ ประสิทธิภาพสูงเทียบเท่ายากิน และใช้ง่ายกว่ายากินมาก เพราะว่าไม่ต้องกลัวลืม...
แต่
ในประสิทธิภาพที่สูงนั้นมีข้อแม้ว่าต้องใช้ให้ถูกวิธี
หรือต้องแปะให้ถูกวิธีและถูกตำแหน่ง.... หากแปะผิดแล้วล่ะก็
ก็มีโอกาสท้องได้
6. ยาคุมฉีด
ข้อดีคือประสิทธิภาพสูง ไม่ต้องกลัวลืมกินยา
แต่
ข้อด้อยของมันก็คือผลข้างเคียงที่ทำให้ไม่มีประจำเดือน(บางคนไม่ชอบเวลา
ประจำเดือนหายไป) หรือมีเลือดออกกระปริบกระปรอย
และหากเปลี่ยนใจต้องการจะมีบุตร... ในบางคนแม้จะหยุดฉีดแล้ว
ยายังคงผลต่อไปได้ถึง2ปี (แค่บางคนนะ...)
ยาคุมกำเนิดในปัจจุบัน ไม่ว่าจะชนิดใดให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกันหากใช้ถูกวิธีนั่นคือประมาณ99.7-99.9%
7. ถุงยางอนามัย
เป็นวิธีที่เข้าถึงง่าย เพียงแต่เดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อก็สามารถหาซื้อได้ วิธีใช้นั้นก็ง่ายมาก ....
ประสิทธิภาพของถุงยางอนามัยมาตรฐานที่ใช้อย่างถูกวิธี อยู่ที่97% ....
แต่ในทางปฏิบัติพบว่าการใช้ถุงยางอนามัยมีประสิทธิภาพจริงเพียง 86% .....
ผล
ในการคุมกำเนิดอาจจะไม่สู้ยาคุมกำเนิด
เนื่องจากปัจจัยในเรื่องการใช้อย่างถูกวิธี
และอาจจะมีการรั่วไหลของอสุจิทางใดทางหนึ่ง
แต่ข้อดีของตัวนี้ที่เหนือวิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นๆคือสามารถป้องกันโรค
ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
วิธีที่กล่าวมาข้างต้น เป็นวิธีที่ผู้อ่านทุกคนเข้าถึงได้ง่าย ไม่ต้องพบแพทย์ ไม่ต้องไปโรงพยาบาล(ยกเว้นแบบฉีด)
ในวิธีที่กล่าวๆมา แยกความเหมาะสมได้
หากเป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว มีบุตรแล้ว อาจจะใช้แบบฉีด (และแบบผ่าตัด ใส่ห่วง หรือฝังยาคุม ซึ่งยังไม่ได้กล่าวถึง)
หากแต่งงานแล้วแต่ยังไม่ค่อยพร้อมมีบุตร
อาจจะใช้แบบใดก็ได้ที่กล่าวมาขึ้นอยู่กับความซีเรียส
เช่นถ้ามีหรือไม่ก็ได้ ก็อาจจะนับวันร่วมกับหลั่งข้างนอก
ถ้าซีเรียสมากหน่อยก็ใช้วิธีกินยาคุมหรือถุงยางอนามัย
หากเป็นวัยรุ่นยัง
ไม่ได้แต่งงานวิธีที่เหมาะที่สุดก็คือถุงยางอนามัย
เพราะวิธีอื่นๆมีข้อเสียจนอาจจะไม่คุ้มกับการใช้
นอกจากนี้ยังเป็นวิธีเดียวที่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
บางคนอาจจะถามว่าแล้ววิธีอื่นที่ผมไม่ได้กล่าวล่ะ....
ทำ
หมันชาย... ใช้เครื่องมือเข้าไปทำลายท่อน้ำเชื้อหรือผูกท่อน้ำเชื้อ
ประสิทธิภาพ99.9% อีก0.01%ยังท้องได้
หากบังเอิญร่างกายซ่อมแซมท่อน้ำเชื้อสำเร็จหรือสร้างทางเดินใหม่ได้
ทำ
หมันหญิง... ผ่าเจาะที่หน้าท้องเข้าไป แล้วตัดผูกท่อนำไข่ของผู้หญิง
ประสิทธิภาพ 99.5% อีก0.05%ยังท้องได้ หากร่างกายซ่อมแซมท่อรังไข่สำเร็จ
จะ
สังเกตว่าทำหมันหญิงเสี่ยงกว่า ทำยากกว่า
และที่จริงผลข้างเคียงในอนาคตมากกว่าหมันชาย รวมทั้งการแก้ไขก็ยากกว่า
.... แต่ประสิทธิภาพก็ยังต่ำกว่าหมันชาย
(แถมการทำหมันหญิงยังมีโอกาสการตั้งครรภ์มากกว่าการใช้ยาคุมกำเนิดซะอีก)
ฝังยาคุม ประสิทธิภาพสูง99.8-99.9%
ใส่ห่วงอนามัย ประสิทธิภาพคุมกำเนิดก็ประมาณ 97-99%
บางคนอาจจะยังแปลกใจว่าจริงหรือที่การคุมกำเนิดอย่างถูกวิธีจะป้องกันไม่ได้100%
เป็นความจริงครับ เพราะการคุมกำเนิดไม่ว่าจะด้วยสารเคมีหรืออุปกรณ์
ออกแบบมาเพื่อให้การคุมกำเนิดได้ผลสำหรับ"คนส่วนใหญ่"โดยที่ไม่ทำให้เพศ
สัมพันธ์หรือสุขภาพได้รับผลกระทบ
ดังนั้นจึงมีคนบางกลุ่มที่เป็น"คนส่วนน้อย"ที่การคุมกำเนิดเหล่านี้อาจจะใช้
ไม่ได้ผล
แต่ความจริงที่ว่านี้อาจจะไม่ค่อยได้ถูกพูดถึงในอดีต
เพราะว่าการคุมกำเนิดนั้นแรกเริ่มมีเพื่อการควบคุมประชากร(ถ้าอันตรายคนก็จะ
ไม่เต็มใจมาทำ) และหากบอกความจริงไปทั้งหมดว่าการคุมกำเนิดใช้ได้ผลไม่100%
คนจำนวนมากก็เลือกที่จะไม่คุมกำเนิด (ยุ่งยากกว่า แต่ได้ผลไม่เต็ม100%
จะทำไปทำไม)
ที่จริงปัจจุบันก็มีปัญหานี้ครับ
บางคนบอกว่าถ้าใช้ถุงยางอนามัยถูกวิธีป้องกันการตั้งครรภ์ได้ถึง86%
ถ้าทำอะไรเลยอาจจะป้องกันการตั้งครรภ์ได้30% ... คำตอบที่ได้รับคือ
ในเมื่อป้องกันไม่ได้100% งั้นจะใช้ทำไม "ไม่เห็นต่างกันเลย" -_-''''''''
........ เชื่อเถอะครับในหลายๆเรื่อง คนเรารับรู้แค่ 100% กับ 0%
แล้ววิธีใดล่ะ จะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้
วิธี
เดียวที่ป้องกันได้100% คือการไม่มีเพศสัมพันธ์ครับ
ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครๆก็รู้กันดีตั้งแต่อดีตจนถึงกับมีคำว่า
"คุมกำเนิดต้องคุมกำหนัด"
จากที่ได้กล่าวมา จะเห็นได้ว่าไม่มีวิธีใดเลยที่มีเพศสัมพันธ์และป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 100%ไปพร้อมๆกัน... หลายๆแห่งมีคำแนะนำสำหรับวัยรุ่นไว้เลยว่าหากคิดจะมีเพศสัมพันธ์แล้วควรใช้ หลายวิธีและต้องเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ไว้เสมอ
ส่วนสำหรับวัยรุ่น ซึ่งน่าจะเป็นคนส่วนใหญ่ที่อ่านนี้ ผมคิดว่าทางเลือกที่ดีที่สุดคือใช้การคุมกำเนิดหลายๆวิธี เช่น ใช้ยาคุมกำเนิด(ถ้าอายุเหมาะสม) ใช้ถุงยาง ร่วมกับการนับระยะวันที่ปลอดภัยไปพร้อมๆกัน ซึ่งจะสามารถป้องกันโรคติดต่อและการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ไปได้พร้อมๆกัน
ใน ทางการแพทย์ เวลาอธิบายเรื่องการคุมกำเนิด เราอาจจะบอกได้ว่า คุมวิธีนี้สักพันคน 1ปีผ่านไปก็อาจจะท้องสักคน .... แต่ในชีวิตจริง การตั้งครรภ์นั้นนับเป็น 0 กับ 1 มีแต่ท้องกับไม่ท้อง
ดังนั้นที่ต้องจำ ไว้เสมอก็คือไม่ว่าจะป้องกันอย่างไรดีแค่ไหนก็สามารถตั้งครรภ์ได้เสมอ หากคิดจะมีเพศสัมพันธ์ก็ต้องคิดถึงสิ่งที่จะตามมาด้วยครับ
ปล. อธิบายภาพประกอบ คือหากใช้วิธีคุมกำเนิดตามแบบต่างๆแล้ว "ตามทฤษฎี"คือการใช้วิธีอย่างถูกต้องไม่มีผิดเพี้ยน ..... "ในทางปฏิบัติ"คือในชีวิตจริง ที่แม้จะตั้งใจเต็มที่และคิดว่าถูกต้องแล้ว แต่มีปัจจัยเล็กๆน้อยๆที่เข้ามากระทบและทำให้ผลออกมาแย่กว่าในทางทฤษฎี

#1 By rusleeping on 2008-07-18 18:04