เรื่องสั้นจรรยาแพทย์ !!!

posted on 24 Jun 2008 14:43 by mor-maew  in MyDiary

เรื่องสั้นจรรยาแพทย์

from thaiclinic.com/doctorroom 4252: เธอรู้ไหม จรรยาแพทย์ที่ดีมีว่าอย่างไร!!!

*****

นายแพทย์ทศพรเอาตาออกจากเครื่องส่องและเลื่อนเครื่องมือออก หยิบผ้าออกจากต้นขาของเด็กสาว
"ลุกได้แล้วหนู" นายแพทย์พูดกับเด็กก่อนจะเดินไปเขียนชาร์ทที่โต๊ะ พยาบาลช่วยพยุงเด็กสาวให้ลุกขึ้นนั่งบนเตียงตรวจ
"ช่วงนี้หนูคงต้องระวังอย่าให้แผลไปโดนน้ำนะ แล้วก็เรื่องการดูแลแผล..." แพทย์เดินไปที่เด็กและตรวจสอบรอยแผลที่ต้นขา "ส่วนตรงนี้มันจะเป็นน้ำเหลืองซึมออกมาเรื่อยๆประมาณ3-5วันนะ ไม่ต้องไปทำอะไรปล่อยให้มันแห้งไปเองก็พอ"
เด็กสาวไหว้แพทย์ก่อนจะไปเปลี่ยนชุดและกลับไป



สามวันต่อมาที่โรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่ง เด็กสาวคนเดิมเดินอยู่ตามทางเดินที่ชั้น5ของตึกผู้ป่วยนอก หากแต่ว่าตอนนี้เธออยู่ในชุดนักศึกษาสวมเสื้อกาวน์ยาว
"สวัสดีค่ะอาจารย์" เธอไหว้ไปที่นายแพทย์ที่นั่งอยู่ตรงหน้า ผมสีดอกเลาและแว่นตาบ่งบอกได้ถึงวัยวุฒิของแพทย์ท่านนี้ได้เป็นอย่างดี
อาจารย์แพทย์หันมามองนักศึกษาที่นั่งตรงหน้า "สวัสดีครับ ... เธอเป็นนักศึกษาแพทย์.ปี4นี่นา ผมจำคุณได้" อาจารย์พูดด้วยน้ำเสียงเนิบๆตามแบบฉบับ    แพทย์ประจำบ้านและนักศึกษาแพทย์ปี5ที่นั่งตรวจคู่กับอาจารย์หันมามอง...
"ใช่ค่ะ หนูจะขอให้อาจารย์ช่วยดูแผลที่ขาให้หน่อยค่ะ" เธอกล่าวอย่างอายๆเพราะมีรุ่นพี่ผู้ชายอยู่ในที่นั้นด้วย "พอดีหนูไปเอาปานแดงที่ต้นขาออกเมื่อสามวันก่อน แล้วตอนนี้มันดูแปลกๆแผลมันซึมไม่หายเลย"
อาจารย์ทำท่าจะขอดูแผลของนักศึกษาสาว ... นักศึกษาแพทย์ชายที่อยู่ด้านหลังก็เอ่ยขึ้น
"อาจารย์ครับ ผมสองคนขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนครับ"
อาจารย์หันไปพยักหน้าให้ช้าๆ เด็กหนุ่มสองคนลุกเดินออกจากวงไป เมื่อเหลือแต่เรสิเดนท์หนุ่มคนนึงและนักศึกษาแพทย์หญิงในที่นั้น เจ้าของต้นขาก็รู้สึกสะดวกใจขึ้นที่จะเปิดต้นขาออกดู
"อื้ม.............. ไหนทวีพงษ์ ขอSwabหน่อยสิ" อาจารย์กล่าวขึ้นก่อนจะรับไม้พันสำลีมาป้ายเชื้อจากแผลและส่งคืนไป " ช่วยย้อมแกรมสเตนแบบสวยงามให้ผมสักแผ่นนะครับ"
นักศึกษาแพทย์หญิงทางเบื้องหลังที่มองแผลอยู่รับไม้พันสำลีไปพร้อมอมยิ้ม... อาจารย์มีท่วงทำนองในการพูดเช่นนี้เสมอจนคนที่อยู่ด้วยเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ ในสมัยเมื่อสัก10ปีก่อน
ผ่านไปครู่หนึ่ง อาจารย์จัดการทำแผลให้เสร็จเรียบร้อย(และงดงาม)สมกับที่อยู่หน่วยโรคผิวหนัง เมื่อหันไป กล้องจุลทรรศน์ก็วางเรียบร้อยแล้ว
"เอ้า ไปดูกันเถอะ" อาจารย์ชวน
.....
...
..
.

ผ่านไปอีกสามวัน
"สวัสดีค่ะคุณหมอ" เด็กสาวไหว้แพทย์ที่นั่งอยู่
"สวัสดีจ๊ะวิชุพร" หมอทศพรรับไหว้ "เป็นยังไงบ้าง ขอผมดูแผลหน่อยสิครับ"
วิชุพรอึกอักครู่หนึ่งก่อนจะสารภาพ
"เอ่อ พอดีเมื่อสามวันก่อนหนูรู้สึกว่าแผลมันไม่ค่อยจะดี หนูก็เลยไปหาอาจารย์สิทธิชัยที่ภาควิชาตจฯค่ะ" เธอกล่าว "อาจารย์บอกว่าแผลติดเชื้อ เลยให้ยาคลอกซาซิลลินมากินแล้วก็ทำแผลให้"
แพทย์หนุ่มชะงักเล็กน้อย... จากนั้นก็เปิดแผลออกดู ... แผลก็เป็นแผลคล้ายคลึงกับเมื่อวันแรก นั่นคือขอบไม่มีรอยแดงอะไร ตรงกลางแผลก็มีเป็นน้ำเหลืองซึมเล็กน้อย ไม่มีลักษณะหนองอะไร

"ผมไม่รู้จะว่ายังไงนะ แต่ผมอยากจะบอกเลยว่าอาจารย์ของคุณรักษามั่ว" ทศพรกล่าวอย่างหัวเสีย "วิธีการที่ผมใช้เป็นวิธีการที่ได้รับการรับรองในต่างประเทศ เพียงแต่หมอผิวหนังเมืองไทยยังไม่รู้จักแค่นั้น ... ดังนั้นถ้าเขาดูแผลไม่เป็น แค่เห็นน้ำเหลืองเขาก็รีบร้อนให้ยาแล้ว"
"เอ่อ.... พอดีวันนั้นแผลมันแดงกว่านี้น่ะค่ะ แล้วน้ำเหลืองมันก็ขุ่นๆเหมือนหนอง" เธอกล่าวแก้
"มันก็ธรรมดาของแผลพวกนี้แหละ... สองวันสามวันพอแผลมันจะแห้งมันก็จะตึงจะแดงน้ำเหลืองแห้งขุ่นๆ"
"แล้วอาจารย์ป้ายสไลด์ไปย้อม บอกว่าเจอเชื้อด้วยนะคะ" วิชุพรกล่าวแย้งอีกครั้ง

แพทย์ประจำสถานเสริมความงามตบโต๊ะเบาๆก่อนจะเลื่อนเก้าอี้ออกและคุยอย่างจริ งจัง
"ผมรู้ ว่าคุณศรัทธาในตัวอาจารย์คุณ แต่ผมก็ต้องบอกไว้ก่อนว่าอาจารย์ที่นั่นไม่ค่อยเปิดรับความรู้ใหม่ๆ" แพทย์หนุ่มเอ่ยช้าๆ "ผิวหนังคนเรามีเชื้อโรคอยู่แล้ว ถ้าเอาไปป้ายย้อมก็ต้องเจอเชื้ออยู่แล้วไม่ใช่เรื่องแปลก"
"คุณเรียนปีสี่แล้วใช่ไหม" .... เด็กสาวพยักหน้ารับ "คุณก็น่าจะรู้ว่าเราเรียกเชื้อพวกนี้ว่า "โคโลไนซ์เซชั่น" เป็นเชื้อประจำถิ่น ... การไปให้ยาอย่างพร่ำเพรื่อนอกจากไม่มีประโยชน์ยังมีแต่โทษ"
แพทย์หนุ่มถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะมองดูที่แผล
"แล้วตรงนี้ดูเหมือนว่าอาจารย์เค้าตัดชื้นเนื้อไปตรวจด้วย" ทศพรส่ายหน้า "อย่างที่ผมบอกแหละ ในเมื่ออาจารย์แก่คร่ำครึขนาดนี้ พอเจออะไรที่ไม่รู้จักก็รีบสาดยาแล้วก็ตรวจมั่วไปหมด...ไม่รู้จะทำไปทำไม"
วิชุพรนั่งเงียบ... เธอคิดว่าไม่น่าพูดอะไรต่ออีกแล้ว


หลังจากนั้นสองสามเดือน เธอได้ยินเพื่อนหลายคนที่อยู่ต่างคณะกันมาถาม
"นี่เธอ ที่คณะเธอมีอาจารย์ผิวหนังชื่อสิทธิชัยหรือเปล่า"
"มีนี่...ทำไมเหรอ" นักศึกษาแพทย์สาวถามอย่างแปลกใจ
"ก็ชั้นไปหาคลินิกหมอทศพรมา พอชั้นบอกว่าเธอเคยแนะนำให้มาเค้าก็เล่าให้ชั้นฟัง" .......... "เค้าบอกว่าอาจารย์คณะเธอน่ะ หัวโบราณ แล้วก็ไม่มีจรรยาบรรณแพทย์... ไม่รู้จักวิธีการสมัยใหม่แล้ววินิจฉัยเรื่อยเปื่อย แล้วยังเถียงข้างๆคูๆ... เค้าบอกว่าถ้าไม่เชื่อให้มาถามเธอได้เพราะเธอเกือบจะมีแผลเป็นที่ต้นขาเพราะ อาจารย์คนนั้นแล้ว"
"วิชุพรขมวดคิ้วนิดนึง ... เพื่อนคนที่มาถามก็ไม่ได้สนิทพอที่เธอจะมาคุยเรื่องส่วนตัวหรือมาเปิดต้นขาให้ดู ... ดังนั้นสิ่งที่เธอทำได้ก็มีเพียงแต่บอกว่าไม่รู้

นึกย้อนกลับไปเมื่อตอนที่ตรวจที่ชั้น5ตึกผู้ป่วยนอก
นึกถึง ตอนที่อาจารย์บอกว่าถ้ามีแผลที่ผิวหนัง ยังไงก็เกิดติดเชื้อได้ถ้าดูแลไม่ดีพอ
นึกถึง คำของอาจารย์ที่บอกว่า แผลแบบนี้ติดเชื้อขึ้นกับการดูแล คงไม่ได้เกิดจากแพทย์ที่ทำอย่างที่เธอกังวล
นึกถึง ตอนที่ย้อมเจอเชื้อแล้วอาจารย์บอกว่า'ก็ไม่แน่ อาจจะเป็นแค่เชื้อประจำถิ่น'
นึกถึง ตอนที่อาจารย์ขออนุญาตตัดชิ้นเนื้อตรวจ เพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่างที่อาจารย์ติดใจ และเพื่อเอาไว้เป็นตัวอย่างสอนเพื่อนๆและรุ่นพี่ ซึ่งอาจารย์ขออย่างสุภาพและไม่บังคับ
นึกถึง ตอนที่ถอนตัวตัดชิ้นเนื้อ แล้วอาจารย์รีดเอาหนองที่อยู่ใต้แผลออกมาประมาณ1ซีซี
นึกถึง ตอนที่เธอถามอาจารย์อีกครั้งว่าเกี่ยวกับการลบปานหรือเปล่าแล้วอาจารย์ตอบว่ า 'คงไม่เกี่ยวหรอก แต่มันเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ปกติในการทำหัตถการทุกชนิดอยู่แล้ว'
นึกถึง ข่าวในทางที่ไม่ดีที่มีต่ออาจารย์สิทธิชัยว่าไม่มีความรู้พอและรักษามั่วจาก ความไม่รู้ .... แน่นอนว่าเป็นกรณีของเธอ
เมื่อมาตอนนี้ นึกเปรียบเทียบกันแล้ว


ระหว่างแพทย์คนหนึ่ง ที่พยายามอธิบายเรื่องโรคให้ฟัง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเข้าใจแพทย์คนนึงผิด

กับแพทย์อีกคน ที่ใช้ข้อมูลสั้นๆเล็กๆน้อยๆอันจำกัด มาตัดสินฟันธงแพทย์อีกคนว่ากระทำทุรเวชปฏิบัติและหย่อนวิชาการ

 

ตอนนี้วิชุพรเข้าใจแล้วว่าจรรยาแพทย์ที่ดีเป็นอย่างไร

**********

ปล. เรื่องนี้แต่งขึ้น สถานที่ บุคคล ชื่อตัวละคร ล้วนแต่งขึ้นทั้งสิ้น เพื่อสะท้อนสภาพปัจจุบันเท่านั้น

 

edit @ 24 Jun 2008 17:59:59 by หมอแมว

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เป็นอีกสาระหนึ่งที่น่าสนใจมากค่ะ

แต่เราคิดว่า กรณีนี้ปัญหาเกิดเพราะ 2 ปัจจัย ก็คือ

1. วิชุพรไปหาหมอคนที่สองแล้วก็กลับไปหาคนแรก ทำให้ประวัติและข้อเท็จจริงไม่ต่อเนื่อง และยิ่งถ้าหากว่าหนึ่งในสองหรือทั้งคู่เป็นคนค่อนข้างเชื่อมั่นในตัวเองมาก ก็มีโอกาสจะบริภาษกันเอง เกิดเป็นปัญหาอย่างที่เห็น.... แต่ก็นั่นแหละค่ะ กรณีแบบนี้พบได้ในทุกแวดวงวิชาชีพ เชื่อเหอะ ไม่ว่าวิศวกร ทนายความ ฯลฯ

คนที่พูดน่าเชื่อถือกว่าหรือพูดมากกว่า จะได้รับความเชื่อถือจากคนทั่วไปมากกว่าคนไม่พูด ไม่ว่าพื้นความรู้จริง ๆ จะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าก็ตาม

2. แม้ว่าโบราณจะถือคติอันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดไปกรีดหิน แต่ในยุคที่คนเชื่อสิ่งที่ลือกันกับสิ่งที่เขียนในเน็ต มากกว่าข้อเท็จจริงและหลักวิชาการแล้ว... การนิ่งเสียมันก็ยิ่งทำให้คนลือยิ่งเชื่อนะคะ เหมือนที่เขาพูดกันในเน็ตทำนองว่า หมอชอบชุ่ย กระบวนการยุติธรรมห่วย ตำรวจชอบจับแพะนั้นแล พวกนี้มันก็ค่อย ๆ กระพือแบบนี้แหละค่ะ

วิชุพรน่าจะพูดอะไรอีกสักหน่อยเกี่ยวกับกรณีนี้นะเนี่ย อย่างน้อยจะบอกว่า อาจารย์ก็รักษาได้ดี (อย่างน้อยเธอก็เชื่ออย่างนั้นอยู่แล้ว) ก็ยังดี ถ้ากลัวหมอทศพรจะเสียหาย ก็อธิบายไปว่าเป็นกรณีปกติที่อาจเกิดขึ้นได้แล้ว หรือบอกไปว่าเผลอดูแลไม่ดีเลยเป็นหนองไปก็ได้แล้ว

ยิ่งในยุคคนไข้ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับหมอแล้วยิ่งน่าพูดมาก ๆ ค่ะ ไม่ใช่เพื่อตัวเองหรือเพื่ออาจารย์คนหนึ่ง แต่เพื่อผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์โดยรวมนะ

....

อ่านมาถึงตอนนี้แล้วชักขำตัวเอง.... นี่เราอินกะบทความคุณหมอแมวจนโดดลงมาช่วยดูปัญหาเลยรึ เหอ ๆ ๆ ๆ

#1 By lexManarae on 2008-06-24 15:31

แต่ผมเจอหมอรุ่นพ่อผมบางท่าน มีจรรยาบรรณดีมากครับ
ไม่เคยจะกล่าวพาดพิงถึงการรักษาของหมอท่านอื่นเลย
เป็นตัวอย่างที่ดีจริงๆ

#2 By โก๋สิจ๊ะ on 2008-06-24 17:23

อืม เป็นตัวอย่างที่ชวนคิดค่ะHot! Hot! Hot!

#3 By (^_^)/nana on 2008-06-24 22:28

แพทย์ทศพรมันน่า..จริงๆtongue
ตัวเองทำไม่ดีไม่พอ
ยังใส่ร้ายคนอื่นอีก

..คนแบบนี้มีทุกวงการจริงๆน่ะแหละ -*-

#4 By SEsai*im อิ่มๆ on 2008-06-24 22:57

คนที่โกหกเพื่อผลประโยชน์ตัวเองนี่เยอะขึ้นทุกวันๆ - -

#5 By on 2008-06-24 23:32

มีคนแบบนี้ทุกสาขาอาชีพเลยนะค่ะ แย่จังsad smile

#6 By Tikkie on 2008-06-25 09:26

น่าสนใจมากคะ อืมมม จรรยาบรรณ Hot! Hot! Hot!

#7 By mymph on 2008-06-25 09:59

คล้ายกับในวิชาชีพผมเหมือนกันครับ ที่ยังมีผู้ประกอบวิชาชีพในวิธีการลักษณะนี้อยู่ครับ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลการโน้มน้าว หรือเพื่อยกระดับตน หรือข่มผู้อื่น แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำให้วิชาชีพ กลายเป็นที่ยอมรับได้มากกว่าเดิมเลยครับ

#8 By Dr.Vet.Med on 2009-04-01 22:45

KP3Stb hjvxvmfo zewbvaws zdrjevlr

#9 By XaknIWurVo (89.248.172.50) on 2009-07-21 06:57

vyzjcqtk uqwiaemz omspidhn

#10 By NPDekWfHeOcA (94.102.49.213) on 2009-07-25 16:44

kgdlicsi twmsixnp xmffpaoj

#11 By vbpCwoPDW (95.169.190.71) on 2009-07-31 11:09

eyaimqcz zbgtuily jwyfzvfh

#12 By GzYoRPNWu (95.169.190.71) on 2009-07-31 12:51

uxjcmcvd wwjtvgav agrlpybb

#13 By ERzHuAFFfWVnvx (95.169.190.71) on 2009-07-31 13:43

jqwiadaz lhjketgz osvsosyf

#14 By MGvLVDPmDEI (95.169.190.71) on 2009-07-31 14:34

fvcxjgnm eexapwgw uetafjst

#15 By TdrmoplIHHiDDCPT (95.169.190.71) on 2009-07-31 15:24

xpiodtfy dxgdxuoh vbqmiwqt

#16 By LyNMjiDpu (95.169.190.71) on 2009-07-31 16:16

anrvbruj pxgqfdbn zsbbcjqr

#17 By zPLcSRicBiNxHAguK (95.169.190.71) on 2009-07-31 17:07

ozxxxosz oomrpsry ajwkwvxl

#18 By cKgfUEAbR (95.169.190.71) on 2009-07-31 17:57

yrguanue hxhrzvev motfaxqp

#19 By gKssFdBfPeIc (95.169.190.71) on 2009-07-31 18:47

kowtxndx djwwyocv rqwbsxmo

#20 By QfURHpoutxSMGNoTiM (95.169.190.71) on 2009-08-01 10:28

xovmmezi bpkywrxw mnnbwitk

#21 By ogVXkXkv (95.169.190.71) on 2009-08-01 11:49

sryeuuit lkffwokh glqjvoht

#22 By EbXhpCPQPTUa (89.248.172.50) on 2009-08-09 21:20

qdlytevg ghwfcowp qtlpcxul

#23 By xutWqWVWu (89.248.172.50) on 2009-08-09 22:45

cmodqwhs jpjutpkb uhpjtchj

#24 By RroPTlTZDdbhJCZzv (89.248.172.50) on 2009-08-10 00:09

cavxknoi wxjezdtg uqromhra

#25 By WcdiTwKzHzsORQtgIsS (94.102.49.213) on 2009-08-14 16:52

jjxvnzej glpcjkvr vyqxjyed

#26 By AOjklEAtfJZ (94.102.49.213) on 2009-08-14 18:15

yuehzuhl zpmbnpho kcnutdkp

#27 By iUMTbctmaWoK (94.102.49.213) on 2009-08-14 22:35

สรุปก็คือ แพทย์ทศพรไม่มีจรรยาบรรณของแพทย์เลยสินะครับ sad smile

#28 By Milkyway.sk on 2009-10-13 20:18

หมอแมว View my profile