เรื่องมันมีอยู่ว่า ในขณะที่นั่งตรวจโรคที่ห้องตรวจฉุกเฉิน ก็มีผู้ชายคนนึง อายุเบญจเพศเดินเข้ามาเพื่อขอยาต้านไวรัสในห้องฉุกเฉิน และก่อนที่ผมจะทันได้ถามอะไร เขาก็บอกมาเสร็จสรรพว่าต้องการยาแก้อักเสบสำหรับใช้รักษาเป็นเวลา10วัน
ก่อนที่เรื่องมันจะเลยไปมากกว่านั้น ผมก็เลยถามแกว่าที่มารพ.เพราะว่าอะไร จะได้ตรวจและรักษาได้


ประวัติที่ได้คือ เขามีไข้มาได้สี่วันแล้ว ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหัว. ถามดูก็ไม่มีอาการเจ็บคอไม่มีอาการเหนื่อยแน่นหน้าอก ไม่มีไอไม่มีเสมหะ.... ตรวจดูก็มีไข้ต่ำๆคอไม่แดงต่อมน้ำเหลืองไม่โตฟังปอดปกติดี ผมก็สงสัยเลยถามไปว่าแล้วขอยาต้านไวรัสยาแก้อักเสบไปทำไม
เขาลังเลอยู่พักนึงก่อนจะถลกเสื้อขึ้นมาให้เห็นรอยตุ่มใสที่ขึ้นที่แผ่นหลังเป็นกลุ่ม เรียงเป็นกระจุกอยู่
มันคืองูสวัดครับ....

ที่จริงน่าจะเอะใจตั้งแต่ตอนขอครีมพญายอแล้วล่ะ แต่ในเมื่อถามแล้วผู้ป่วยก็ไม่ได้บอกตอนต้นก็เลยยังไม่ได้สงสัย

ลืมไปจากกรณีนี้ผมก็เลยตรวจวินิฉัยให้คำแนะนำบวกกับรักษาไป
ความเชื่อความเข้าใจแรกที่ทำให้เขาไม่ยอมให้ผมดูว่าเป็นอะไรมาก็คือ
เชื่อว่าโรคงูสวัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ความเชื่อนี้มีที่มาจากไหนไม่ทราบ แต่แม้แต่ผมเองเมื่อก่อนก็เข้าใจอย่างนั้น ความจริงการที่จะเป็นงูสวัดได้เกิดจากการที่มีเชื้ออยู่แล้วในร่างกาย จากการที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อนแล้วเมื่อหายเชื้อก็ซ่อนอยู่ภายในร่างกายของเรา รอวันที่จะฟื้นชึ้นมาแผลงฤทธิ์
การที่มีคนเป็น.สวัดแล้วเราเข้าไปใกล้ชิด ก็ไม่ได้ทำให้เราเป็นโรคงูสวัด (เพราะเราเป็นจากเชื้อในตัวเราเอง) แต่อย่างดีก็จะเป็นอีสุกอีใสแทนถ้าไม่เคยเป็นมาก่อน

ความเชื่ออีกอย่างที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นมาก็คือ เชื่อว่า
หากเป็นแล้วมีโอกาสเป็นโรคแทรกซ้อนอย่างหนักจนเสียชีวิตได้อย่างเช่นปอดบวมหรืออัมพาต เนื่องจากเป็นรอบเส้นประสาท
ความเชื่อนี้มีที่มาจากการที่คนที่เป็นงูสวัดมากๆจนเห็นได้ มักเป็นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอยู่แล้ว เช่นคนที่เป็นมะเร็ง เปลี่ยนอวัยวะ อายุมาก เป็นเอดส์ ซึ่งในคนกลุ่มนี้เมื่อเกิดอาการขึ้นมาก็จะมีอาการรุนแรงได้ รวมทั้งโดยสภาพดั้งเดิมแล้วก็ไม่ดีอยู่แล้ว การเป็นก็มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงได้
กลับกัน ในคนปกติที่เป็นงูสวัด เวลาเป็นมักจะเป็นแค่ตำแหน่งเดียวและไม่ได้เป็นมากกว่านั้น

ส่วนความเชื่อเก่าที่เคยมีบอกว่า ถ้างูสวัดรัดตัวแล้วจะตายทุกรายนั้น คิดว่าในปัจจุบันเริ่มจางหายไปแล้ว เพราะว่าสื่อต่างๆมักพูดถึงการที่งูสวัดขึ้นตามแนวประสาทจึงไม่อาจพันรอบตัวได้ สื่อกล่าวถึงจนคนส่วนใหญ่รู้และเชื่อแล้ว จะยกเว้นในบางที่ซึ่งมีคนที่เชื่อเนื่องจากเคยเห็นด้วยตา(แต่ก็มักหมายถึงคนที่เป็นหนักจนเป็นหลายตำแหน่งของร่างกายและมีบังเอิญที่เป็นพร้อมกันสองฟาก ซึ่งหากเป็นขนาดนั้นก็มักจะเป็นคนที่อ่อนแอมากอยู่เดิมแล้วมากกว่า....)

ปัจจุบัน ความรู้เรื่องงูสวัดมีค่อนข้างมากและหาได้จากสื่อหลายๆประเภท มีการลงถึงวิธีรักษาและยาที่ใช้ รวมทั้งอาการที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่รายละเอียดอาจจะไม่ได้ลงลึกนักหรืออาจจะยังเข้าใจไม่ถูกต้อง ในที่นี้ก็จะขอนำเอาความเชื่อความเข้าใจที่เคยพบเคยเห็น มาเล่าสู่กันฟังครับ
1. ความเชื่อ : เป็นงูสวัดแล้วใช้สมุนไพรรักษาก็หาย
ความจริง : หายถ้าหากใช้ถูกตัว ถูกวิธี ถูกเวลา ก็น่าจะหายได้ แต่ปัญหาที่พบก็คือ ใช้ผิดชนิด ใช้ไม่ถูกวิธี และใช้ผิดเวลา ดังนั้นถ้าใช้ไม่เป็ฯหรือไม่มีความรู้จริง การใช้ก็ไม่ได้ทำให้หายเร็วขึ้น แถมทดลองรักษาในช่วงที่ใกล้หายในบางคนอาจทำให้เข้าใจผิดคิดว่าใช้ถูกชนิดเพราะพอใช้แล้วหายก็คิดเอาว่าใช้สมุนไพรได้ผล(ที่จริงไม่ใช้ก็หายหรือหายเร็วกว่าซะอีก)
2. ความเชื่อ : อาการแทรกซ้อนของงูสวัดอาจถึงตายได้
ความจริง ก็จริงอีกนั่นแหละ แต่ว่าไม่ได้จะเป็นกันง่ายๆ อย่างเช่นในรายที่ยกตัวอย่างว่ากลัวเป็นปอดบวม ก็มักจะเจอในคนที่มิคุ้มกันอ่อนแอมากๆ หรืออย่างเช่นการติดเชื้อที่ผิวหนังอย่างรุนแรง ที่ป้องกันได้ด้วยการดูแลรักษาแผลดีๆ ไม่เกา(และห้ามเผลอเกา) ส่วนในคนที่ภูมิคุ้มกันปกติ ไม่มีโรคประจำตัวที่รุนแรง ก็มักจะเป็นปกติสุขดี
3. ความเชื่อ : ถ้ามารพ.จะต้องขอยาต้านไวรัสเพื่อจะได้เป็นไม่กี่วัน มีตุ่มขึ้นน้อยๆไม่มีแผลเป็น
ความจริง ยาที่ใช้เพื่อให้อาการที่เป็นน้อยหรือมีตุ่มขึ้นไม่มากนั้นที่จริงมี แต่ว่าจำเป็นต้องให้ในวันแรกๆจึงจะได้ผล เนื่องจากว่ากลไกการเกิดตุ่มนั้นเกิดมาจากการที่ไวรัสทำลายชั้นผิวหนังไปแล้วน้ำซึมเข้ามา... ดังนั้นแม้ว่าเราให้ยาไปแต่ว่าผิวโดนทำลายไปแล้ว การให้ยาก็ไม่ได้มีประโยชน์เพราะตอนนั้นเชื้อก็ไม่อยู่แล้ว หยุดการเกิดตุ่มก็ไม่ได้
แต่อย่างไรก็ดีแม้จะอธิบายให้ฟังแล้ว คนไข้ส่วนมากก็จะขอยาเพื่อ"กินเผื่อๆไว้"เผื่อว่าตุ่มจะขึ้นน้อย... ซึ่งแพทย์ส่วนใหญ่ก็จะไม่ให้... สำหรับผมจะแนะนำให้ไปซื้อเอง(ก็ไม่เห็นว่าตุ่มจะขึ้นน้อยลงเลย) หรือในกรณีที่มีอาการเจ็บที่บริเวณขึ้นตุ่ม(เป็นอาการเจ็บจำเพาะของโรคนี้ แม้ว่าตุ่มหายก็จะยังเจ็บไปอีกนาน) ก็อาจจะยอมให้มีการจ่ายยาให้...... แต่ถ้าเป็น5วัน7วันพึ่งมา ก็คงจะไม่ให้


การดูแลรักษาตัวเวลาเป็น
1. ถ้าเป็นตุ่มใสๆกลุ่มๆขึ้นมาที่และสงสัยงูสวัด ให้ไปหาหมอให้เร็วๆในช่วง3วันแรก ถ้าไปหลังจากนี้ การใช้ยาอาจจะไม่ช่วยอะไรแล้ว
2. อย่าเกา หรือ"เผลอเกา"อย่างที่เวลาหมอถามแล้วชอบตอบ... การเกาเป็นประจำ มักจะเกิดการ"เผลอเกาแรง"จนเกิดแผลขึ้น และอาจเกิดการติดเชื้อทับลงไปได้
3. เอาผ้าชุบน้ำ ไปวางแปะที่บริเวณตุ่มใสครั้งละ10นาที แล้วเอาออก ทำเพื่อให้ตุ่มยุบเร็วๆและเจ็บน้อย และเมื่อตุ่มแห้งก็ให้หยุดทำ(ถ้าทำต่ออาจจะเกิดผิวแห้งลอกตามมา)
4. อาจใช้ปิโตรเลียมเจลหรือวาสลีนทาทับเพื่อลดอาการเจ็บจากการเสียดสี
5. สำหรับผู้ที่แต่งชุดฟอร์มต่างๆที่เนื้อผ้าหนาแข็งสาก อาจจะใส่เสื้อกล้ามอีกชั้นเอาไว้ไม่ให้เสียดสีและเจ็บนัก

ข้อระวัง และ ข้อควรรู้
1. เวลาเป็นที่จมูกหรือใกล้ตา ให้ไปหาหมอในทันที เพราะว่าเส้นประสาทเส้นที่เลี้ยงบริเวณดังกล่าวเป็นเส้นแขนงเดียวกัน มีโอกาสที่จะลามเข้าตาได้และอันตรายที่สุดที่เป็นได้ก็คือตาบอด
2. หลังจากเป็นและหายแล้ว อาจจะมีอาการเจ็บปวดได้อีกเป็นเวลา3-4สัปดาห์ เป็นสิ่งปกติที่พบได้ ไม่ได้เป็นการรักษาไม่หายแต่อย่างใด
3. ถ้าเวลาเป็นแล้วมีไข้สูงมาก ตุ่มกระจายเป็นหลายหย่อม หรือมีโรคประจำตัวที่ทำให้ไม่แข็งแรงก็ควรจะไปหาหมอ
4. ถ้าหลังเป็นหรือขณะเป็นยังปวด ควรกินยาแก้ปวด ไม่ต้องฝืนทน(การฝืนทนอาจทำให้รู้สึกเจ็บไปอีกหลายสัปดาห์)
5. ขณะที่เป็นไม่ควรไปใกล้ชิดคลุกคลีกับผู้อื่นมากนัก เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าใครที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส...... ในคนที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส หากสัมผัสคนเป็นงูสวัดก็จะได้รับเชื้อและกลายเป็นอีสุกอีใสได้... ส่วนคนที่เคยเป็นแล้วแต่ไม่เคยเป็นงูสวัด การสัมผัสหรือใกล้ชิดไม่ได้ทำให้ติดงูสวัด
6. คนที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส การฉีดวัคซีนอีสุกอีใส นอกจากช่วยให้ไม่เป็นอีสุกอีใส ก็ยังทำให้โอกาสเป็นงูสวัดลดลงด้วย

สำหรับวันนี้"สวัด"ดีครับ

มาต่อจากเรื่องครั้งที่แล้วครับ

พูดถึงเรื่องกระดูกหักซึ่งเป็นเรื่องที่ถือว่า"เรื่องใหญ่" และหมอมักรักษาได้ไม่ตรงใจมากที่สุดอย่างนึง
พอรักษาแล้วผลการรักษาได้ไม่ตรงกัน ก็มักจะทะเลาะกันโดยเปลี่ยนอะไรไม่ได้อีกแล้ว ทั้งที่ความจริงเรื่องของเรื่องไม่ได้อยู่ที่มาตรฐานการรักษา หากแต่อยู่ที่ความเข้าใจและคาดหวังมากกว่า

4. กระดูกออกนอกเนื้อ ทำไมหมอไม่ทำอะไรเลย
ในการอยู่เวรในแต่ละสัปดาห์ ผมจะเจอคนที่ รถล้ม(ทั่วไปจากหมาตัดหน้า ถ้าจังหวัดผมจะเป็นหมาวิ่งชน)แล้วมีกระดูกหักแทงออกมา ประมาณสองสัปดาห์ต่อ1คน
เรื่องก็เดิมๆคือ ไปกินเหล้า หรือกินข้าว+เหล้า มาได้1ชม. แล้วก็ล้ม
ปัญหาแรกที่จะเจอคือ การโวยวายมากๆ ไม่ยอมให้รักษา ปัญหานี้เป็นปัญหาธรรมดาสามัญที่ ญาติประมาณครึ่งนึงจะเข้าใจเมื่ออธิบาย อีกครึ่งนึงจะทำหน้างงๆว่าทำไมเราไม่เข้าไปรักษาคนที่กำลังอาละวาดจะแพ่นหัวหมออยู่
ปัญหาที่สองคือ เมื่อปิดแผล x-ray ติดต่อหมอผ่าตัดแล้ว ก็จะให้ยาฆ่าเชื้อและเตรียมรอการผ่าตัด ญาติจะไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ยอมผ่าตัดทันที
การผ่าตัดทุกชนิดที่มีการทำให้สลบ จะต้องถามคนไข้ก่อนเสมอว่า กินข้าวกินน้ำและมีอะไรผ่านลงคอครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
เนื่องจากว่าเมื่อดมยาสลบหรือวางยาสลบไปแล้ว คนไข้จะมีอาการขย้อนและอาเจียนได้ง่ายกว่าปกติมากๆ และของที่กินเข้าไปจะขย้อนขึ้นมาและสำลักลงปอดได้ ซึ่งการสำลักเศษอาหาร จะทำให้เกิดการอักเสบของปอดทั้งจากกรดในกระเพาะ และจากเชื้อโรคที่อาจติดกับอาหาร
เรียกได้ว่ากระดูกหักอาจไม่ตาย แต่มาปอดบวมจากสำลักอาหารแบบนี้นี่ถึงตายได้ง่ายๆ ดังนั้นเราต้องรอเวลาให้ผ่านไปราวๆ5-6ชั่วโมงก่อนจึงจะยอมผ่าตัด จะยอมยกเว้นแต่กรณีที่บาดเจ็บที่อื่นที่ถ้าไม่ทำจะตายหรือพิการแน่ๆและคุ้มค่าการเสี่ยงตายจากปอดอักเสบ

ผมเชื่อเหลือเกินว่าหลายครั้งหลายคราวที่การงดน้ำงดอาหารนี่แหละที่เป็นที่มาของความเข้าใจผิดว่า"หมอไม่ยอมรักษาเพราะไม่มีเงิน" เพราะเคยเจอมากับตัวเอง ที่แม้ว่าผมจะยกเหตุผลและเรื่องความปลอดภัยของคนไข้มาคุย ญาติๆหลายคนก็ยังเข้าใจว่าเราแต่งเรื่องเพื่อรอให้หาเงินมาให้ครบ
ก็ขอบอกไว้ที่ตรงนี้เลยครับว่ากระดูกหักและมีแผลเปิดนั้น เป็นเรื่องร้ายแรงมากอย่างนึง แต่ว่าการที่ไม่รอ "NPO time"แล้วเสี่ยงต่อการเกิดปอดอักเสบจากอาหาร เป็นอะไรที่เสี่ยงกว่ากันมากต่อมาก..... เป็นเรื่องจริงและไม่ได้แต่งขึ้นเพื่อเรียกเก็บเงินแต่อย่างใด

5. ทำไมคนที่รู้จักหักเหมือนกัน แต่รักษาไม่เหมือนกัน
การรักษากระดูกหัก มีหลักการอย่างที่บอกไปครับว่า 1.เจ็บน้อยที่สุด 2.หายแล้วกระดูกมาติดกัน 3.ระหว่างนั้นไม่ควรจะเกิดอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตมากนัก
การรักษาจึงขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่างของตัวคนไข้เอง ทั้งสภาพร่างกาย โรคประจำตัวเดิม อายุ กระดูกที่หักฯลฯ
กระดูกที่หัก แม้เป็นท่อนเดียวกัน แต่ต่างตำแหน่งกันเล็กน้อย อาจจะเปลี่ยนรูปแบบการรักษาไปเลย
ในคนที่อายุมากๆเท่าๆกัน หักที่เดียวกันแต่ว่าสภาพกระดูกเดิมหนาไม่เท่ากัน คนนึงอาจจะผ่า อีกคนอาจจะผ่าไม่ได้
บางคนมีโรคประจำตัวเดิมและสภาพร่างกายเดิมที่ทนการผ่าตัดไม่ได้ ก็จำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีการดึงกระดูกถ่วงน้ำหนักที่ใช้เวลานาน(นอนเป็นเดือนๆ)
รายละเอียดปลีกย่อยมีมากครับ แต่ขอให้เข้าใจตรงกันว่าหากการรักษาไม่เหมือนกับที่เคยรู้มาและสงสัย ให้ถามเหตุผลในการเลือกการรักษานั้นๆว่าเป็นอย่างไรจะดีกว่าครับ


6. หลังการรักษาทำไมไม่กลับมาดีเหมือนเดิม
มีคนจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า การผ่าตัดของหมอ ทำให้ไม่สามารถใช้งานส่วนที่ถูกผ่าได้
ทั้งนี้มีสาเหตุหลักๆ3อย่างคือ
- หมอผ่าห่วย.. ส่วนใหญ่จะเชื่อกันอย่างนี้ แต่ถึงอย่างไรก็พิสูจน์ได้อยู่แล้วด้วยการทดสอบข้างเตียงคนไข้หลังการผ่าตัด
- การบาดเจ็บรุนแรง.. อย่างเช่นการบาดเจ็บที่ทำลายเอ็นเส้นประสาทและกระดูก ก็จะทำให้การรักษาได้ผลไม่ดีเท่าที่คาดหวัง อย่างเช่นกรณีถูกรถทับแขนหักและบดเส้นเลือดเส้นประสาท จะหวังว่าการผ่าตัดจะช่วยให้กลับมาขยับได้และมีความรู้สึกเหมือนเดิมคงยาก

สองอย่างแรกเป็นสิ่งที่คนไข้เลือกไม่ได้ แต่สาเหตุที่สามเป็นสิ่งที่คนไข้เองเลือกได้
- ไม่ยอมทำกายภาพบำบัด.. ในกรณีที่ การบาดเจ็บไม่รุนแรงมาก แต่พอผ่าตัดเสร็จแล้วไม่ดีขึ้น คนส่วนมากจะคิดไปถึงว่าในเมื่อบาดเจ็บไม่ได้รุนแรง ทำไมผ่าแล้วถึงแย่ลงได้.... ที่จริง หลังการผ่าตัดจะมีปัญหาหลักคือ "เจ็บ"
เจ็บแล้ว ตามมาด้วยไม่ยอมขยับกล้ามเนื้อในบริเวณนั้น หลังจากนั้นตามมาด้วยข้อติดยึดและจะเจ็บยิ่งขึ้นไปอีก สุดท้ายหลายๆคนที่ทำการรักษาแล้วกลายเป็นขยับไม่ได้เลยก็มี
ตัวอย่างที่เจอได้บ่อยๆก็คือ เรื่องเปลี่ยนข้อของผู้สูงอายุ เนื่องจากเมื่อเปลี่ยนข้อไปแล้ว จะเกิดความรู้สึกที่เปลี่ยนไปร่วมกับเจ็บบริเวณผ่าตัด หากยอมแพ้ไม่ทำกายภาพด้วยตนเองรวมไปถึงคนใกล้ชิดไม่คอยบังคับให้ทำ ปล่อยให้นอนนิ่งๆไม่ลุกมาหัดเดิน กล้ามเนื้อที่มีกำลังไม่มากอยู่แล้วก็จะยิ่งอ่อนกำลังไปอีก ในที่สุดก็จะกลายเป็นเดินไม่ได้ไป
หรือที่รพ.ก็มีคนที่ถูกอุบัติเหตุหลังหักและชาขาทั้งสองข้าง เดินไม่ได้ หลังผ่าตัดก็สามารถกลับมาดีขึ้นบ้างบางส่วน แต่คนไข้ไม่ยอมลุกมาทำกายภาพบอกว่าเจ็บ ทุกเช้าหมอกระดูกจะมาเคี่ยวเข็ญให้ลุกขึ้นทำกายภาพ.... ผ่านไปเดือนนึง นอกจากขาสองข้างจะแย่ลงเพราะการที่ไม่ยอมลุก ยังมีแผลกดทับและกำลังแขนลดลงเนื่องจากไม่ได้ลุกขึ้นมาทำอะไรเลยทั้งวัน ญาติที่กลับมาเห็นครั้งแรกยังเข้าใจไปว่าหมอผ่าตัดผิดจนทำให้แย่ลงด้วยซ้ำ
ในความเห็นของผม ความร่วมมือของคนเจ็บ เป็นตัวที่มีผลต่อผลการรักษามากที่สุดตัวนึง

7. ใบรับรองแพทย์
ปัญหาอย่างหนึ่งเกิดตามมาก็เพราะว่ามีกฎหมายเรื่องเกี่ยวกับความบาดเจ็บ และการตรวจของแพทย์เป็นตัวตัดสินตัวหนึ่งต่อความหนักเบาของคดี
เพราะหากมีกระดูกหักขึ้นมา ระดับความรุนแรงของคดีจะเปลี่ยนไปทันที ทางตำรวจจะให้แพทย์ระบุมาว่าจะหายภายในกี่วัน.. ซึ่งในกรณีกระดูกหัก อย่างเบาะๆก็90วันถึงจะเริ่มติดบ้าง หมอก็ต้องเขียนจำนวนวันลงไปตามการหายของร่างกาย
ปัญหาที่ตามมาก็คือกระดูกบางอย่างหัก แต่ไม่มีผลต่อการทำงาน ดังนั้นหมอก็จะไม่ได้ให้พักงานไปด้วย
เคยเจอแค่ครั้งเดียว ที่เขียนใบให้เนื่องจากมีกระดูกหัก(น่าจะซี่โครง) ในใบคดีเขียนไว้ประมาณ90วัน หลังจากเขียนไปไม่นาน คนไข้เข้าใจผิดคิดว่าผมให้หยุดงาน90วันด้วยก็เลยมาขอให้ออกใบรับรองแพทย์ให้หยุดงานอีกเป็น90วัน ก็ต้องอธิบายอยู่พอสมควร

8. มองเห็นๆว่ากระดูกหัก ทำไมหมอบอกว่า "บอกไม่ได้ว่าหักไหม"
กระดูกหักในเด็กเป็นเรื่องที่ต้องคุยกับพ่อแม่กันยาว หลายๆครั้งต้องพูดดักไว้ก่อนถึงลักษณะฟิล์มที่จะออกมา และเมื่อหักต้องพูดถึงผลการรักษาที่จะตามมาไว้ก่อน
กระดูกของเด็กมีส่วนที่เป็นกระดูกอ่อนที่เรียกว่า epiphyseal plate เป็นส่วนที่กำลังจะโตแล้วจะมีแคลเซียมมาเกาะกลายเป็นกระดูกแข็งต่อไป
ในเรื่องกระดูกหัก ส่วนนี้มีความสำคัญคือ
- หากหักแล้วเสียหายที่จุดนี้ กระดูกของเด็กจะไม่โตหรือโตช้า ถ้าเป็นแขนขาจะยาวไม่เท่ากัน
- เป็นที่ๆx-rayไม่เห็น เวลาถ่ายออกมาจะเห็นช่องว่างๆ

... เวลาเด็กปวดแขนเข้ามา แล้วไปถ่ายX-ray ก็จะเห็นเป็นช่องว่างๆดำๆอยู่ระหว่างกระดูกขาวๆซึ่งบอกไม่ได้ว่าตรงนั้นหักหรือไม่ หากแต่พ่อแม่เด็กเวลาไม่ดูฟิล์ม ก็จะมีบางคนชี้ให้หมอดูแล้วบอกว่า"นี่ไงรอยหัก" .. ก็ต้องอธิบายให้รู้ว่าที่เห็นเป็นช่องว่างๆนั่นเป็นกระดูกอ่อน (ตรงศรชี้)

รอยกระดูกอ่อน
รูปประกอบจาก http://www.shoppingtrolley.net/images/epiphyseal-plate.gif

ในทำนองเดียวกัน ถ้าแขนบวมมาก หมอก็ไม่สามารถบอกได้ว่าไม่หัก หมอก็จะให้ใช้ผ้าคล้องแขนเอาไว้แล้วนัดมาดูอาการ หากเวลาผ่านไปสองสัปดาห์ก็อาจจะถ่ายx-rayซ้ำใหม่ซึ่งอาจจะเห็นรอยที่มีแคลเซียมมาเกาะที่จุดหัก
ดังนั้นเวลาได้ข่าวเด็กแขนขาหักแล้วถ่ายที่แรกไม่เห็น แต่ไปที่ๆสองแล้วx-rayเจอ... ก็รู้ได้เลยว่าเกิดจากเรื่องนี้

เชื่อว่าคนส่วนมากไม่เคยกระดูกหัก แต่อย่างน้อยคงจะเคยมีปัญหาสงสัยกระดูกหักเกิดขึ้นมาแล้วบ้าง
และสำหรับคนที่เคยกระดูกหักและไปโรงพยาบาล คงต้องมีส่วนหนึ่งแหละที่เคยเถียงและทะเลาะกับหมอในเรื่องการรักษาพยาบาลมาแล้ว

วันนี้จะคุยเกี่ยวกับความเข้าใจที่ไม่ตรงกันที่ทำให้เกิดปัญหาในการรักษาดูแลครับ

1. ก่อนกระดูกจะหัก ต้องมีแรงมาทำที่กระดูก และเนื่องจากระดูก ไม่ได้ยอมให้หักกันง่ายๆ แรงที่มาทำต้องมากพอ
ดังนั้นถ้าแรงไม่มากพอ กระดูกก็ไม่หัก
ถ้ากระดูกหัก แปลว่ากระดูกอาจมีอะไรอยู่เดิม
ถ้ากระดูกหัก ส่วนข้างๆอาจโดนไปด้วย

ก่อนที่จะมาพิมพ์ พึ่งอยู่เวรมาหมาดๆ

-คนแรก เป็นผู้ใหญ่ เมามาเจ็บที่แขน ไม่รู้ไปโดนอะไรมา แต่ไม่แรงมาก มาขอx-rayว่าหักไหม.. ถามว่าเจ็บไหม บอกว่าเจ็บนิดหน่อย ตรวจดูไม่บวม ไม่แดง การทำงานทำได้ปกติ ลองออกแรงใส่กระดูกท่อนที่บอกว่าเจ็บก็ไม่เจ็บ กดที่ตำแหน่งนั้นก็ไม่เจ็บ
ผมไม่ยอมถ่ายfilmให้ เพราะไม่น่าหัก ก็โดนโวยวายนิดหน่อยว่าทำไมไม่ยอมทำให้ ถ้าหักจะให้ผมรับผิดชอบจ่ายค่ารักษาพยาบาล... ผมก็ยืนยันว่าไม่ยอม เพราะว่าการหัก จะต้องมีการฉีกขาดของเส้นเลือดเนื้อเยื่อรอบๆกระดูก จะต้องเจ็บ ปวด และทำให้ปวดมากขึ้นได้หากไปเพิ่มแรงให้มัน
ฟังจากประวัติ ชายคนนี้ไม่ได้โดนอะไรแรงมา อายุไม่ได้แก่มากกระดูกน่าจะปกติ ตรวจไม่เจออะไร ถ้าผมให้ไปถ่ายเอกซ์เรย์ ก็เปลืองเงินประเทศชาติเปล่าๆ
-คนที่สอง ตกตึกมา5ชั้น เอาเท้าลงพื้น มีอาการปวดท้องแน่นหน้าอกปวดหลังปวดขา เข้ามารอบแรก ผมก็ต้องตรวจเพื่อดูว่ามีอะไรที่ถึงตายในเวลาสั้นๆไหม... ปอดดี หัวใจดี ความดันเลือดก็ดี... ผ่าน มาดูขั้นสอง ดูว่ามีการบาดเจ็บที่ใดบ้าง งอหัวได้ เจ็บหลังหน่อยๆ ปวดเท้า แล้วก็ท้องอืดแข็ง.. ผมก็ขอให้x-rayส่วนต่างๆที่สงสัยว่าหัก
ปรากฎว่าส่วนที่ตกพื้นก่อน คือเท้า ไม่หัก ที่หักน่ะคือกระดูกหลัง.. ซึ่งญาติคนไข้ค่อนข้างงง เพราะว่าคนไข้มีอาการที่หลังน้อยมาก ส่วนในจุดที่มีอาการให้เห็นหนักๆคือปวดแน่นหน้าอก ปวดเท้าปวดขา ส่วนพวกนี้ไม่เป็นอะไรมาก แต่ในส่วนที่อาการไม่มาก กลับมีหักชัดเจน
-คนที่สาม เจอเมื่อหลายเดือนก่อน เป็นเด็กอายุ14-15ข้อมือหักมา มีเอกซ์เรย์มาแล้ว ผมดูก็เห็นว่าหักจริงๆ แต่พอถามแล้วพบว่าแค่โดนเพื่อนบีบข้อมือ แถมรักษามา1เดือนกระดูกไม่ได้ดีขึ้นเลย... รายนี้ดูแล้วไม่ปกติธรรมดาเลยเพราะแรงที่ทำให้หักเป็นแค่แรงจากมืออีกคน พอคุยกับหมอกระดูกแล้วร่วมกันดูก็เห็นว่า น่าจะมีความผิดปกติของกระดูกซึ่งอาจจะเป็นมะเร็งกระดูก... รายนี้ผมไม่ได้ดูต่อไม่ทราบว่าเป็นเช่นไรต่อไป

เห็นได้ว่า คนแรก ตรวจแล้วไม่สงสัย แรงที่ทำไม่มากพอ ไม่จำเป็นต้องx-ray
คนที่สอง ตรวจแล้วพอสงสัยบ้าง แรงที่มาทำมากพอ(กระดูกหลังที่บั้นเอวเป็นจุดเปลี่ยนแนวแรง จะหักบ่อยๆจากอุบัติเหตุ) ก็x-rayทั้งที่ไม่ได้มีอาการมาก
คนที่สาม เมื่อประวัติไม่เข้ากับสิ่งที่ตรวจพบและไม่เข้ากับx-ray แปลว่าต้องมีอะไรผิดปกติ

อ่านข้อแรกแล้ว หวังว่าต่อไปคนที่เดินชนโต๊ะเฉยๆ คงไม่กลัวกระดูกหักนะครับ ... เพราะแรงมันไม่มากพอ

2. กระดูกหัก อาจไม่ถึงตาย แต่ของใกล้ๆกระดูกอาจทำให้ถึงตายหรือพิการ
เป็นข้อสำคัญที่ต้องคุยถึง เพราะว่าบางครั้งเราเห็นกระดูกหักอยู่ชัดๆ แต่หมอกลับเหมือนไปสนใจอย่างอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวกับกระดูกที่หัก จนบางครั้งเข้าใจไปว่าหมอไม่สนใจ

เรื่องมีอยู่ว่า คนไข้มารถคันเดียวกัน รถคว่ำกระเด็นตกจากรถ ทั้งสองคนเป็นผู้ชายอายุพอๆกัน เจ็บจุกเสียดที่หน้าอกขวา
ทั้งสองคนได้ไปเอกซ์เรย์ แล้วผลออกมาว่า คนแรก ซี่โครงหักไปสองซี่ ปอดปกติ คนที่สองตอนฟังปอดได้ยินเสียงหายใจเบากว่าปกติ เอกซ์เรย์ออกมาพบว่าซี่โครงไม่หัก..แต่ว่าปอดมีลมรั่วให้เห็น..
ก็เลยให้คนแรกที่กระดูกหักกลับ ส่วนคนที่ปอดรั่วให้นอนโรงพยาบาล ปัญหาก็มีตามมาคือคนที่ไม่ให้นอนจะขอนอนเพราะว่าเห็นว่ากระดูกหัก (อีกคนเหนื่อยขึ้นชัดเจนจนไม่ต้องบอกอะไร ยังไงก็กลับไม่ไหวอยู่แล้ว) ซึ่งเรื่องกระดูกหักที่ไม่ต้องรักษาจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป

ในหลายๆครั้ง เวลาที่หมอเอาฟิล์มมาดู ญาติๆหรือคนไข้อาจเดินตามมาดูและเห็นรอยหักชัดๆ ..บางคนวิพากษ์วิจารณ์ บางคนบอกหมอว่าหมอจะต้องรักษาอย่างไรบ้าง บางคนบอกว่าหักนิดเดียวจะขอกลับไปรักษาเองกับหมอน้ำมันฯลฯ
ความจริงหมอไม่ได้ดูแค่ว่าอะไรหัก หักตรงไหน แต่ดูของรอบๆด้วย
กระดูกซี่โครงหัก ผมแทบไม่ได้สนใจกระดูกเลย แต่จะนึกไว้เสมอว่าแรงที่ทำกระดูกหัก มันมากพอที่จะทำให้ปอดช้ำหรือฉีกได้ อย่างแรกที่ดูคือดูว่าลมหรือเลือดรั่วออกมาจากปอดไหม ไม่ได้ไปสนใจกระดูก
กระดูกต้นขาหัก โดยเฉพาะในคนแก่ๆ ถ้าหัก แล้วบอกว่าพึ่งหักมา10นาที ผมจะรีบบอกให้เจาะเลือดให้น้ำเกลืออาจจะต้องเตรียมขอเลือดมาให้ ... ในขณะที่หากบอกว่าหักมา7วัน ผมอาจดูๆแล้วส่งต่อให้หมอกระดูกไปดูต่อ เพราะรู้ว่า กระดูกต้นขาหักสามารถมีเลือดออกมาได้ถึง2-3ลิตร ซึ่งมากพอที่จะทำให้ตายได้
กระดูกแขนหัก ที่เคยเจอคือไปให้หมอน้ำมันหมอชาวบ้านดึงแขนให้เข้าที่แล้วมาโรงพยาบาลเพื่อมาขอx-ray ที่จำได้แม่นเพราะหมอชาวบ้านคนนี้ดึงได้ดีกว่าหมอทั่วไปดึงซะอีก เพราะดึงครั้งเดียวแล้วกลับมาแนบสนิทยังกับไม่เคยหักมากก่อน แต่ดึงเสร็จแล้วขยับมือบางส่วนไม่ได้ พอตรวจดูร่วมกับการดูฟิล์ม ก็เชื่อว่าเส้นประสาทเข้าไปขัดอยู่หลังการหัก และเมื่อดึงเข้าที่ก็ทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาท(ไม่ว่าหมอแผนโบราณ(ที่ดึงเป็น)ดึงหรือแผนปัจจุบันดึง ก็เกิดได้พอๆกัน)คนนี้ก็ต้องไปผ่าตัดพร้อมกับอธิบายไปด้วยว่าเป็นสิ่งเรื่องที่เกิดขึ้นได้หลังการบาดเจ็บแล้วรักษา ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดในการรักษาแต่อย่างใด

3. กระดูกหัก ทำไมไม่รักษา
กระดูกที่ก่อเรื่องกับหมอมากที่สุดในเรื่องนี้ คือกระดูกซี่โครง
ใครที่อ่านเรื่องนี้แล้วลองไปถามหมอที่คุณรู้จักนะครับว่าจำคนไข้คนนี้ได้หรือเปล่า ผมว่าหมอเกือบทุกคนต้องเจอ เผลอๆถามไปแล้วหมออาจจะสะดุ้งเอาว่ารู้ได้ยังไงเป็นญาติกันหรือเปล่า
"ผู้ชายอายุราวๆ40 ดื่มสุรามา ขับรถมอเตอร์ไซค์กลับบ้านแล้วเจอหมาตัดหน้า รถล้ม ซี่โครงหัก ขอนอนโรงพยาบาล"

เรื่องราวมักเป็นกันอย่างนี้แหละครับ ตรวจแล้วจะเจ็บมาก แต่ว่าพอดูว่าปอดปกติ การรักษาก็มีเพียงให้ยาparaแก้ปวดเท่านั้น
อาจจะถามว่ากระดูกหักเชียวนะ ไม่ทำอะไรหน่อยหรือ.. คำตอบก็คือParaนั่นแหละ ที่ให้ไปแก้ปวด เพราะว่าซี่โครงหักก็ต้องปวด
ถามว่าไม่ต้องทำอะไรอย่างผ่าตัดเอามาต่อ ใส่เฝือก ดาม ฯลฯ ก็ต้องตอบว่าไม่
เพราะว่าซี่โครงซี่ที่อยู่รอบๆทำหน้าที่เป็นตัวดามไว้ให้อยู่แล้ว อีกทั้งประโยชน์ของการดามก็คือการทำให้ไม่เจ็บ การจะดามไม่ให้ซี่โครงเจ็บก็ต้องไม่ให้มันขยับ ดังนั้นก็ต้องทำให้ลำตัวไม่หมุนเอี้ยวหรืองอได้...กลายเป็นหุ่นกระบอก... เทียบผลดีผลเสียแล้วไม่ใส่จะเข้าท่ากว่า

กระดูกอันดับสองได้แก่ไหปลาร้า (ที่เป็นสันๆระหว่างไหล่กับคอ)
เวลาหัก คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าจะต้องผ่าตัดเพราะว่ามันอยู่ในตำแหน่งที่เข้าเฝือกไม่ได้ชัดๆ แต่หมอจะให้เพียงผ้ามาขึงที่ไหล่ ให้ไหล่ผายออกดูกร่างๆ
ยิ่งเวลาหายแล้วเหลือรอยไม่สนิท ก็ยิ่งเป็นเรื่องสนุกบางให้เล่าว่าหมอไม่ยอมรักษาทำให้กระดูกติดกันไม่ดี
ความจริงก็คือ กระดูกท่อนนี้ไม่ได้ทำงานอะไรมากมายนักในคนทั่วไป การรักษามีหลักอยู่ที่ว่าในระหว่างที่รอกระดูกติด ทำยังไงถึงจะติด ไม่เจ็บ และยังทำงานอื่นๆได้
การพันผ้าขึงไหล่ จะทำให้ไม่เจ็บ และแขนยังขยับได้ปกติ กระดูกก็รอติดของมันเอง ข้อเสียคืออาจติดไม่เข้ารูปนัก
ถ้าต้องการให้เข้ารูป ก็ต้องพันในแบบที่ขยับยกไหล่ไม่ได้3เดือน ซึ่งทรมานและทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะการจะทำให้กระดูกไหปลาร้าไม่เคลื่อน จะต้องพันจนขยับศอกไม่ได้(ลองขยับศอกแล้วเอามือจับกระดูกไหปลาร้าจะเห็นว่ามันขยับแม้ไม่ขยับไหล่)
การผ่าตัด กระดูกเข้ารูปดี แต่ว่าข้อเสียก็คือ ราคาแพง คนทำได้มีไม่มาก และที่สำคัญที่สุด โอกาสที่ทำแล้วกระดูกไม่ติดมีสูง


ยังไม่หมดนะครับยังมีต่อ เดี๋ยวจะมาต่อในครั้งถัดไป

 

ปล. เผยแพร่ครั้งแรกใน MTHAI จำวันเดือนปีไม่ได้

ปอ. มุมมองต่อเรื่องกระดูกหักของผมในปัจจุบัน ต่างไปจากเมื่อก่อนนิดหน่อย แต่เอาของเดิมมาลงไว้ก่อนครับ