หมอแมว View my profile


 

ข้อควรคำนึงถึงการใช้ LINE ในการส่งต่อข้อมูลทางการแพทย์ในโรงพยาบาล

 

ช่วงเดือนที่ผ่านมานี้เกิดดราม่าหลายชิ้นที่เกิดกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่ทำการส่งข้อมูลทางการแพทย์ผ่านโปรแกรมLINE

วันนี้จะขออนุญาตคุยเรื่องนี้ครับ

 

1.  ทำไมส่งรูปทางการแพทย์ต้องใช้โปรแกรม LINE

จริงๆไม่มีใครบังคับหรอกครับ เพียงแต่ว่าโปรแกรมนี้มีคนใช้มาก / ส่งรูปได้ / เสียงเตือนดัง / สามารถใช้พูดคุยเป็นกลุ่มได้

 

คนใช้มาก - พอมีคนใช้มาก ก็ไม่ต้องไปสั่งให้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลลงโปรแกรมอะไรใหม่ๆ

 

ส่งรูปได้ - ส่วนมากของที่ส่งปรึกษากันจะเป็นการส่งฟิล์มเอ็กซ์เรย์ ผลอ่านฟิล์ม รูปบาดแผล ฯลฯ ก็ต้องเลือกของที่ส่งรูปได้

 

เสียงเตือนดัง - ดังพอที่จะปลุกหมอที่เคลิ้มๆให้ตื่นได้ บางแห่งใช้ LINE ในการตามตัวหมอ โดยกดส่งรัวๆ

 

ใช้ง่าย -หมอ พยาบาล ในโรงพยาบาลที่อาวุโสและมีความสามารถทางเทคโนโลยีไม่มาก ก็สามารถใช้โปรแกรมนี้ได้

 

คุยเป็นกลุ่มได้ - บางกรณีทีมรักษาต้องรู้พร้อมๆกัน เช่นกรณีตามทีมผ่าตัด ตามทีมสวนหัวใจ ก็จับโยนข้อมูลลงไปในGroupได้เลย

 

2.  ปัญหาที่เกิดตามมา

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเทคโนโลยีพวกนี้ผูกติดกับเครื่องมือสื่อสาร

และเวลาใช้ ไม่มีใครรู้หรอกว่าหมอพยาบาลใช้ทำอะไร

ดังนั้นจึงเกิดปัญหาว่า เมื่อคนไข้หรือญาติเห็นคนยกโปรแกรมLINEมาใช้ ก็เกิดความไม่พอใจ เข้าไปทำร้ายด่าว่าหรืออย่างเบาๆก็ถ่ายรูปมาลงประจาน

 

ซึ่งการกระทำแบบนั้น ถามว่าใครผิดก็คงไม่ต้องคิดมาก เพราะหากเป็นการใช้LINEเพื่อส่งข้อมูลทางการแพทย์จริง / และมีการถ่ายคลิปมากล่าวหาว่าใช้เล่น คนเผยแพร่ก็ย่อมทำผิดกฎหมายอยู่แล้ว ทั้งพรบ.คอม และการหมิ่นประมาท

 

3. หมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ จะป้องกันอย่างไร

ทุกครั้งที่เกิดปัญหานี้ขึ้นมา เราจะเห็นว่าแรกๆหมอพยาบาลก็ฮึดฮัดๆไปงั้น

แต่สุดท้ายเรื่องก็เงียบ

ส่วนมากผู้กระทำความผิดก็มักจะหายไป หรือไม่ก็ไปขอโทษกันเงียบๆ โรงพยาบาลก็มักปล่อยผ่านไป

 

เราคงต้องมาย้อนดูกันที่มูลเหตุของการเกิดความขัดแย้งขึ้น

 

ปัญหาพวกนี้ เกิดจากความรู้สึกไม่มั่นคงของผู้มารับบริการ

ผู้มารับบริการทางการแพทย์ มักจะมีความกลัวในจิตใจ กลัวว่าจะได้รับการรักษาที่ไม่ดี กลัวว่าจะแพทย์พยาบาลจะไม่สนใจ

ความกลัวนี้จะมากขึ้นในกรณีที่อยู่ในโรงพยาบาลรัฐ (เจ้าหน้าที่น้อย กลัวว่าตนเองจะไม่ได้รับการบริการ) ในห้องฉุกเฉิน (กลัวมีคนไข้หนักกว่ามาแล้วรักษาตนเองไม่ทัน) ในICU (กลัวโรคมันรุนแรงจนรักษาไม่ทัน)

 

กลไกการปกป้องตนเองของผู้มารับบริการ คือ การสอดส่องว่าเจ้าหน้าที่ทำงานเต็มที่หรือไม่

 

ดังนั้น เมื่อเห็นอะไรที่คาดว่าจะเป็นการไม่ตั้งใจทำงานขึ้นมา จะเกิดความคิดในแง่ลบเกิดขึ้น

- เห็นคนใช้LINEส่งรูปเอกซเรย์ : สงสัยส่งหาแฟนแน่ๆ

- เห็นคนคุยโทรศัพท์ : สงสัยขึ้นเวรตี4 เหงา เลยโทรหาแฟนแน่ๆ

- เห็นหมอจากแผนกอื่น เดินผ่านมาเข้าห้องน้ำ : หมออู้งาน

- เห็นพยาบาลที่ลงเวรจะกลับบ้านไปซื้อของ : พยาบาลอู้งาน

แต่เนื่องจากคนที่คิดแบบนี้ ส่วนนึงรู้ในใจลึกๆว่าเค้าอาจจะไม่ได้อู้ อาจจะใช้ส่งงาน การไปถามก็อาจจะทำให้หน้าแตกได้ ร่วมกับเกรงว่าอาจจะไปกระตุ้นให้เกิดความไม่พอใจขึ้นและทำให้ตนไม่ได้รับการบริการที่ดี

จึงเป็นที่มาของการละเมิดสิทธิผู้อื่นด้วยการถ่ายคลิปเพื่อเอาไปประจานหรือทำให้เป็นข่าว

 

การป้องกัน คงไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ แต่พอมีวิธีการอยู่บ้างครับ

 

1. หลีกเลี่ยงการใช้งานเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดในพื้นที่ให้บริการต่อหน้าผู้ป่วย

เช่น หากมีโทรศัพท์ที่ไม่ด่วนเข้ามา เมื่อรับสายและพูดคุยจนรู้ว่าไม่ด่วนแล้วก็ให้ขอวางก่อนและจะโทรกลับไป

การแสดงออกตามปกติเช่นนี้จะทำให้คนที่มารับบริการรู้ว่าเราให้ความสำคัญต่อเขา และจะเป็นภูมิคุ้มกันในกรณีถูกกล่าวหาอื่นๆ

(ที่เหลือหลังไมค์)

 

2. ติดป้ายหรือสัญลักษณ์ ที่ทำให้คนรู้ว่าสถานพยาบาลนี้ใช้ระบบSocial mediaในการส่งต่อข้อมูล

ในสมัยหนึ่ง มีบางโรงพยาบาลที่ติดป้ายทำนองว่า

"ที่นี่มีการใช้เครื่องมือสื่อสารในการปรึกษาและส่งต่อข้อมูลเพื่อความรวดเร็วในการรักษา"

 

เมื่อแพทย์พยาบาลหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา คนไข้ก็จะมองขันๆว่าที่นี่แค่ใช้โทรศัพท์ส่งข้ิอมูลก็ต้องโฆษณาโอ้อวดด้วย

แต่ก็ดีกว่าให้คนไข้นึกว่า "ไอ้หมอไอ้พยาบาลพวกนี้ คนไข้ตั้งเยอะ เอาเวลามาคุยโทรศัพท์อยู่ได้"
จัดเป็นHidden message ที่ซ่อนอยู่เพื่อป้องกันดราม่าครับ
โดยเราอาจจะติดป้ายที่ว่านี้คู่ไปกับป้าย "ห้ามถ่ายภาพโดยไม่ได้รับอนุญาต"
เพื่อให้ก่อนจะถ่ายขึ้นมา จะได้ฉุกคิดสักนิดก่อน

 

3. พูด บอก แจ้ง"เพื่อนร่วมงาน"ว่าได้ทำการส่งข้อมูลแล้ว

เมื่อมีข้อมูลที่ต้องส่งผ่านLINE

ให้คนที่ทำหน้าที่ส่ง พูดดังๆ ว่าจะส่งข้อมูลผ่านLINE หรือผ่านโทรศัพท์มือถือ

และเมื่อส่งเสร็จ

คนที่ส่ง ก็พูดแจ้ง Incharge หรือเพื่อนร่วมงานว่าได้ส่งข้อมูลผู้ป่วยไปแล้วผ่านLINE

หนึ่งคือเป็นการDouble check และแจ้งให้คนรู้ว่าได้ส่งข้อมูลออกไปแล้ว

สองคือเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม คนที่เข้าใจผิดก็จะได้รู้ตัวและไม่จ้องจับผิดกัน

 

4. ตั้งกฎเกณฑ์การใช้โทรศัพท์มือถือและกล้องถ่ายรูปภายในโรงพยาบาล

ซึ่งควรบังคับใช้ทั้งผู้ป่วย ผู้มารับบริการ ญาติ รวมไปจนถึงเจ้าหน้าที่ของสถานพยาบาลแห่งนั้นๆ

ซึ่งถ้าเป็นรูปเล่มก็มีของอังกฤษ แต่อาจจะต้องปรับสักนิดเพื่อให้เข้ากับบริบทของบ้านเรา 

 

เทคโนโลยีในปัจจุบันก้าวไกลไปมาก และดราม่าที่เกิดขึ้นก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ดังนั้นเจ้าหน้าที่ในระบบสาธารสุขก็ควรจะเรียนรู้และเท่าทันทั้งตัวระบบใหม่ๆ และดราม่าที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา

 

อย่าเพิ่งลาออกกันนะครับ

คนไข้ส่วนใหญ่ไม่ได้จ้องจับผิดและก็เข้าใจเจ้าหน้าที่ครับ

 

 

Recommend